×

สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

08.01.2026
  • LOADING...
The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาและควบคุมบ่อน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ได้เหยียบคันเร่งหมายจะครอบครองกรีนแลนด์ต่อทันที ด้วยออปชั่นต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่การจ่ายเงินซื้อแบบถูกกฎหมาย ไปจนถึงการใช้กำลังทางทหารเพื่อฮุบดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล เป้าหมายปลายทางของโดนัลด์ ทรัมป์และสหรัฐฯ คือจีน และเป็นจีนมาโดยตลอด ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับ 1 ที่สหรัฐฯ ต้องวัดกำลังต่อกรด้วยตลอดหลายสิบปีหรือนับศตวรรษข้างหน้า แน่นอนว่า การที่สหรัฐฯ จะยืนระยะได้นั้น ก็ต้องมีหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงแหล่งทรัพยากรมหาศาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสุดท้ายคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในอนาคต

 

หากเปรียบสหรัฐฯ เป็นพระอาทิตย์ ก็เป็นพระอาทิตย์ที่เลยจุดสูงสุดบนท้องฟ้า คือพ้นเที่ยงวันไปแล้ว แต่แดดช่วงบ่ายคือช่วงที่แผดเผาที่สุด ในขณะที่จีนเป็นพระอาทิตย์ขาขึ้น กำลังอยู่ในช่วง 10.45 น. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉายภาพการแข่งขันของสองชาติมหาอำนาจบนหน้าปัดนาฬิกาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความดุเดือดและต่างก็ไม่ลดราวาศอกต่อกัน

 

การผงาดขึ้นมาของจีนอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นภัยคุกคามที่สหรัฐฯ หวาดระแวงและไม่อาจอยู่นิ่งเฉย ในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลโจ ไบเดน และฉบับล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จีนคือภัยคุกคามหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา

 

‘เส้นทางสายไหมใหม่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการริเริ่ม ‘แถบและเส้นทาง’ (BRI) ของสีจิ้นผิงที่กินอาณาเขตจากเอเชียไปจนจรดยุโรป และต่อมาได้ขยายเป็น Global Development Initiative (GDI) ที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วโลกนั้น ทำให้อิทธิพลของจีนทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจได้แผ่ขยายไปยังทุกซอกทุกมุม ในขณะที่วอชิงตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปักหมุดเอเชีย-แปซิฟิกหวังจะปิดล้อมปักกิ่ง กลับกลายเป็นว่าวันนี้ต้องมาพะวงหลังบ้าน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาที่หลายประเทศตกอยู่ใต้เงาอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะเวเนซุเอลา และมีหลายประเทศผูกโยงเศรษฐกิจกับจีนลึกซึ้งมากขึ้นจากการค้าข้ามแปซิฟิกอย่างชิลีและเปรู

 

เราจึงได้ยินทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศพูดถึงคำว่า Sphere of Influence อยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ใครอย่ามายุ่ง โดยเฉพาะในทวีปลาตินอเมริกา อเมริกากลาง ไปจนถึงเหนือสุดของแคนาดาในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งล้วนถูกปักธงเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

 

ทรัมป์ยังปลุก ‘หลักการมอนโร’ (Monroe Doctrine) ปี 1823 ที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาใช้อีก ซึ่งเป็นการกันท่าประเทศอื่นกลายๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจภายนอกว่าอย่าเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด

 

การส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษชั้นอีลิทอย่าง Delta Force ไปอุ้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาถึงทำเนียบที่พักในกรุงการากัสหลังพ้นปีใหม่มาไม่นานนั้น ฉากหน้าคือการกวาดล้างยาเสพติด แต่ฉากหลังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ล้วนๆ เพราะการแถลงของทรัมป์หลังปฏิบัติการ Absolute Resolve เสร็จสิ้นนั้น ทรัมป์ให้แอร์ไทม์กับเรื่องของการบริหารประเทศและควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาเป็นหลัก ไม่มีอะไรปกปิดสิ่งที่อเมริกาต้องการอีกต่อไป

 

เราทราบดีว่ามาดูโรเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและมีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่ซื้อขายน้ำมันกันในช่วงหลายปีหลัง เนื่องจากเวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่สหรัฐฯ จะปล่อยเป็นเช่นนั้นไม่ได้อีก และต้องการทวงคืนสิ่งที่สหรัฐฯ เคยมีผลประโยชน์ที่นั่น ซึ่งหลังจากนี้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil และ Chevron ที่เคยถูกเวเนซุเอลาตะเพิดออกไป ก็จะหวนคืนสู่แหล่งน้ำมันสำรองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้อีกครั้ง เป็นหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงทางพลังงานในเชิงยุทธศาสตร์ไปอีกนาน

 

นอกจากพลังงานหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการทหารแล้ว ถ้าเราดูแผนที่โลกจะเห็นว่าเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนส่วนบนสุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือขึ้นไปเป็นคอคอดปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงอเมริกากลางที่เชื่อมต่อกับอเมริกาเหนือ โดยช่วงหลายปีหลัง จีนเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากผ่านการค้าบริเวณคลองปานามาที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ดังนั้นในปีที่แล้วเราจึงเห็นว่าทรัมป์พยายามอย่างมากในการชิงคลองปานามาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์นี้กลับมาอยู่ในครอบครองให้จงได้

 

แต่นอกจากปานามา จีนยังมีท่าเรือสำคัญในชิลีและเปรู ซึ่งอยู่ทางซ้ายของทวีปอเมริกาใต้ติดกับแปซิฟิก และถัดลงมาจากเวเนซุเอลา ก็เป็นบราซิล ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ และเป็นพันธมิตรกับจีนในกลุ่ม BRICS

 

ในความเห็นของ รศ.ดร.ปิติ พื้นที่เหล่านี้ซึ่งต่อลงมาจากอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียนนั้น เปรียบเหมือนสวนหลังบ้านของสหรัฐฯ พวกเขาจึงอยู่ไม่เป็นสุข การได้เวเนซุเอลามาอยู่ใต้อาณัติจึงเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของทรัมป์

 

จากเปอร์โตริโกที่เป็นของสหรัฐฯ แล้ว เวลานี้มีเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นมาอีก และกลายเป็นยุทธศาสตร์ ‘คีมหนีบ’ สำคัญ โดยทางเหนือมีสหรัฐฯ ทางใต้มีเวเนซุเอลาที่เป็นฐานทรัพยากร ทำให้สหรัฐฯ พร้อมที่จะทำสงครามในระยะยาวในพื้นที่อเมริกากลาง

 

ก้าวถัดไปที่ทรัมป์ขู่จะจัดการในบริเวณนี้คือโคลอมเบียที่อยู่ติดกับเวเนซุเอลา ซึ่งก็มีปัญหากับสหรัฐฯ คล้ายกันคือถูกทรัมป์หมายหัวว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดและส่งไปทำลายอเมริกา ส่วนคิวบา อีกหนึ่งอริของสหรัฐฯ ทรัมป์บอกว่าจะล่มสลายด้วยตัวเองในไม่ช้า โดยที่สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงด้วยการทหาร

 

อีกความเห็นที่น่าสนใจมาจาก พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการขยายอำนาจแบบยึดครองในโคลอมเบียและปานามา แต่สหรัฐฯ ต้องการสร้างแนวพื้นที่ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพต่อเนื่องรอบเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยโคลอมเบียจะทำหน้าที่เป็นประเทศกันชนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปานามาคือหัวใจของระบบการค้าโลกผ่านคลองปานามา สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือการประกันว่าเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะไม่กลายเป็นจุดอ่อนในยามวิกฤต

 

นอกจากปานามาและโคลอมเบีย นิการากัวก็เป็นอีกพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ในเรดาร์ของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ในอดีตดินแดนนี้ถูกแทรกแซงจากสหรัฐฯ หลายครั้ง หากรัฐบาลคิดที่จะขุดคลองลัดระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งของคลองปานามา เพราะสหรัฐฯ เคยควบคุมและบริหารจัดการคลองปานามาอยู่ ก่อนจะส่งมอบคืนให้รัฐบาลปานามาในปี 1999 อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังจีนมีความพยายามเข้ามาช่วยขุดคลองให้นิการากัว ซึ่งสหรัฐฯ จะยอมให้จีนเข้ามามีอิทธิพลไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์น่าจับตาในอนาคต

 

ทางเหนือถัดขึ้นไปจากแคนาดา เป็นขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือและการค้าที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ทางขวาของแคนาดามีกรีนแลนด์ ดินแดนในเรดาร์ของทรัมป์ โดยสหรัฐฯ ไม่สบายใจที่เห็นเรือของจีนและรัสเซียเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณนี้จำนวนมาก

 

สำหรับจีนถือเป็นเส้นทางสำคัญที่จะลัดเลาะสู่แอตแลนติกได้โดยไม่ต้องลงใต้ผ่านช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย และอ้อมขึ้นเหนือสู่มหาสมุทรแอตแลนติกผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา แต่สามารถผ่านขึ้นไปจากเมืองท่าเทียนจินทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านวลาดิวอสตอก เลาะตามชายฝั่งของรัสเซีย ผ่านอะแลสกา ไปยังแคนาดา และทะลุไปสแกนดิเนเวียได้ ซึ่งการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ทำให้พื้นที่เหล่านี้จะสามารถเดินเรือได้มากขึ้นในอนาคต โดยร่นระยะทางขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปได้สั้นลง และใช้เป็นเส้นทางขนส่งยุทธภัณฑ์ในยามมีศึกสงครามได้เร็วขึ้นด้วย

 

อาจารย์ปิติบอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีสภาพเหมือนถูกแซนด์วิชหรือขนาบด้วยจีนกับรัสเซีย จากเดิมที่ต้องการจะไปปิดล้อมจีนด้วยยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แต่เวลานี้สหรัฐฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์ หันมาให้ความสำคัญกับแอตแลนติก-แปซิฟิกมากขึ้นแทน

 

หากสหรัฐฯ คุมกรีนแลนด์ได้ไม่ว่าด้วยหนทางใด จะทำให้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดตัดของอเมริกาเหนือ ยุโรป และอาร์กติก ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางอากาศที่สำคัญ รวมถึงเส้นทางเดินเรือในแอตแลนติกเหนือ และประตูสู่มหาสมุทรอาร์กติก โดยทางใต้ของกรีนแลนด์ยังมีช่องว่าง GIUK ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรด้วย ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของเรือรบรัสเซีย

 

นอกจากนี้กรีนแลนด์ยังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติในรูปพลังงาน และมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธมหาศาลที่รอการสำรวจ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า กรีนแลนด์ยังมีบทบาทในฐานะจุดเชื่อมของสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป ดังนั้นกรีนแลนด์จึงมีความสำคัญมากในเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามกรอบแผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวไว้น่าคิดว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคของการขยายอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ไปสู่ยุคของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ตั้งคำถามว่า ควรเข้าไปที่ใด มากเท่ากับว่า จุดใดหากปล่อยให้หลุดมือแล้วจะกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขา

 

ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อซีกโลกตะวันตก จึงไม่อาจแยกออกจากหลักการมอนโร ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกในภูมิภาคนี้ แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไป แต่แก่นของหลักการดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการต่อต้านการล่าอาณานิคม ไปสู่การป้องกันการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Entrenchment) ของคู่แข่งทางยุทธศาสตร์

 

จากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ปานามา นิการากัว ไปกรีนแลนด์ ยังมี Ocean Gateway ที่อาจารย์ปิติชวนจับตาในระยะสั้นนี้คือ เส้นทางระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ซึ่งมีแผ่นดินอิสราเอลกับปาเลสไตน์กั้นอยู่ ทรัมป์เคยมีแนวคิดจะให้สหรัฐฯ เข้าไปครอบครองพื้นที่กาซา เพื่อขุดคลองเชื่อม ซึ่งก็ต้องดูว่า ชาติอาหรับและอิหร่านจะผนึกกำลังกันต้านทานอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ขนาดไหน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคุกรุ่นเป็นระลอกๆ

 

ในอดีตสหรัฐฯ พยายามปิดล้อมการขยายอำนาจของจีนมาตลอด ซึ่งทางกายภาพ สหรัฐฯ ใช้ยุทธศาสตร์ ‘โซ่หมู่เกาะชั้นแรก’ (first island chain) ในการปิดล้อม โดยลากมาจากหมู่เกาะของญี่ปุ่น ผ่านไต้หวัน ฟิลิปปินส์ตอนเหนือ และสิ้นสุดที่เกาะบอร์เนียว โดยสหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีแนว ‘โซ่หมู่เกาะชั้นที่สอง’ (second island chain) ที่ลากจากหมู่เกาะโองาซาวาระ ทางใต้ของญี่ปุ่น ผ่านเกาะกวมของสหรัฐฯ ลงมาถึงเกาะปาเลาและไมโครนีเซีย ซึ่งจีนก็พยายามฝ่าแนวล้อมด้วยการขยายอิทธิพลผ่านทางการค้าบนภาคพื้นทวีปผ่าน BRI รวมถึง GCI ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบใหญ่ตอบโต้ไต้หวันของจีนในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ดูนิ่งเฉยผิดปกตินั้น เป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับไต้หวัน เพราะเวลานี้สหรัฐฯ อาจจะง่วนอยู่กับการจัดการหลังบ้านและหน้าบ้านมากกว่า ในขณะที่จีนยืนกรานในแผนการรวมชาติ และมีการขีดปฏิทินไว้ที่ปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่จีนมีกองทัพที่มีศักยภาพพร้อมแล้ว ดังนั้นสงครามใหญ่บริเวณช่องแคบไต้หวันจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามต่อ

 

ในขณะที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้น น่าจะกลับมาอยู่ในความสนใจของนานาชาติ เมื่อฟิลิปปินส์ได้เป็นประธานอาเซียนปีนี้ และน่าจะผลักดันเป็นวาระสำคัญในการประชุมตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่า จะมีแนวปฏิบัติเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

โลกอาจเปรียบได้กับกระดานหมากล้อมของมหาอำนาจที่กำลังชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น ไทยเองก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือเช่นกัน เป็นโจทย์การต่างประเทศที่ไม่มีประเทศไหนเลี่ยงได้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกนั้น ย่อมอยู่ในสายตาของมหาอำนาจแน่นอน และบทเรียนที่เราเห็นจากหลายประเทศคือ หากมีความไร้เสถียรภาพและความเปราะบางจากภายใน ย่อมกลายเป็นช่องว่างให้มหาอำนาจเข้าแทรกแซงได้ง่าย

 

ภาพ: ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising