×

ส่วยค่าน้ำมันหรือวัฒนธรรมองค์กร? สรุปปมเปิดโปง ‘พ.ต.ท.’ สภ.ม่วงสามสิบ รีดไถผู้เสียหายแลกทำคดี ช่วงวิกฤตน้ำมันแพง

โดย THE STANDARD TEAM
08.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวการเปิดโปง พ.ต.ท. สภ.ม่วงสามสิบ รีดไถเงินค่าน้ำมันจากผู้เสียหาย

วิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อวงการสีกากีถูกจุดติดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ ‘พนักงานสอบสวน’ ยศพันตำรวจโท ในจังหวัดอุบลราชธานี ถูกเปิดโปงว่ามีพฤติกรรมเรียกรับเงินค่าน้ำมันและค่าดำเนินการจากผู้เสียหายหลายรายเพื่อแลกกับการปฏิบัติหน้าที่

 

 
 

คำถามสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ พฤติกรรมอ้าง ‘น้ำมันแพง-งบหมด’ เพื่อรีดไถประชาชน เป็นปรากฏการณ์เฉพาะกิจในยุคน้ำมันแพง หรือเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนานในองค์กรนี้ ?

 

เริ่มต้นจากคลิปแฉ ‘หมูเฟิร์น’

 

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ หมูเฟิร์น หรือ ชลธิชา ธาราโรจน์ อินฟลูเอนเซอร์ ตัดสินใจออกมาแผยแพร่คลิปวิดีโอแฉพฤติกรรมของร้อยเวร สภ.ม่วงสามสิบ หลังจากเธอตกเป็นผู้เสียหายถูกโจรขึ้นบ้านพัก แต่เมื่อแจ้งความกลับได้รับคำตอบจากตำรวจว่า “ต้องจ่ายค่าน้ำมัน 1,000 บาท” เจ้าหน้าที่จึงจะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุให้

 

คลิปดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล และกลายเป็นตัวจุดประกายให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันทยอยออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โดยพบว่าพนักงานสอบสวนรายดังกล่าว (ยศ พ.ต.ท.) มีพฤติกรรมรีดไถเป็นประจำ ซึ่งประกอบด้วยเหยื่ออีกอย่างน้อย 3 ราย ได้แก่:

 

  • เหยื่อรายที่ 2 (คดีมิจฉาชีพหลอกลงทุน): ถูกเรียกเก็บค่าน้ำมัน 3,000 บาท อ้างเป็นค่าเดินทางนำตัวผู้ต้องหาส่งศาล และเรียกขอส่วนแบ่งเพิ่มอีก 50,000 บาท หากติดตามเงินคืนได้ จนผู้เสียหายต้องไปหยิบยืมเงินสดมาจ่ายให้ก่อน 1,500 บาท
  • เหยื่อรายที่ 3 (คดีฉ้อโกง): แม่ค้าขายเนื้อถูกเรียกเก็บค่าเอกสาร 500 บาท และร้อยเวรยังอาศัยจังหวะที่ทราบอาชีพผู้เสียหาย เอ่ยปากขอเนื้อวัว 1 กิโลกรัมไปบริโภคฟรี โดยให้ตำรวจอีกนายตามไปรับถึงบ้าน
  • เหยื่อรายที่ 4 (คดีไฟแนนซ์รถยนต์): ถูกเรียกค่าดำเนินการสูงถึง 10,000 บาท อ้างเป็นค่าไกล่เกลี่ยและถอนหมายจับ โดยเหยื่อรายนี้ได้เก็บหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอขณะเจรจาไว้ได้อย่างชัดเจน

 

สั่งเด้งเข้ากรุ-ตั้งกรรมการสอบสวน

 

ภายหลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ พ.ต.อ. คนองฤทธิ์ ดาราช ผูกก.สภ.ม่วงสามสิบ ได้ลงพื้นที่เพื่อกราบขอโทษผู้เสียหายด้วยตนเอง ขณะที่ พล.ต.ต. ปฏิยุทธ สิงห์สมโรจน์ ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี ได้ลงนามในคำสั่งด่วนให้พนักงานสอบสวนรายดังกล่าวไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี (ศปก.บก.ภ.จว.อุบลราชธานี) ทันที เพื่อป้องกันการแทรกแซงพยานหลักฐาน

 

สำหรับการดำเนินการทางกฎหมายและวินัย

 

  • การตั้งคณะกรรมการสอบสวน: ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยต้องสรุปผลให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน
  • การดำเนินคดีอาญา: พฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์) ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต และ มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) โดยเตรียมส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ

 

คำยืนยันจาก ตร. ”งบน้ำมันมีเพียงพอ”

 

จากข้ออ้างเรื่องน้ำมันแพงและงบประมาณไม่เพียงพอ พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยืนยันตรงว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดสรรงบประมาณค่าน้ำมันเชื้อเพลิงลงไปยังสถานีตำรวจทุกแห่งอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติน้ำมันแพงที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมไปแล้ว

 

“องค์กรตำรวจไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินจากประชาชน ข้ออ้างเรื่องน้ำมันขาดแคลนจึงฟังไม่ขึ้น และเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต”

 

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำกับดูแลบุคลากร โดยเฉพาะในระดับสถานีตำรวจที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ซึ่งตามกฎหมายอาญาแล้ว การกระทำของตำรวจรายนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง

 

  • มาตรา 149: โทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 100,000 – 400,000 บาท หรือประหารชีวิต
  • มาตรา 157: โทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

บทเรียนจาก สภ.ม่วงสามสิบ จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของตรวจสอบโดยภาคประชาชน และความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่ต้องไม่มีค่าธรรมเนียมแฝง บนความเดือดร้อนของประชาชน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising