เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มการไต่สวนทางการค้าครั้งใหม่ต่อจีน เม็กซิโก สหภาพยุโรป ไทย และระบบเศรษฐกิจอื่นๆ รวม 16 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ‘มาตรา 301’ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเพิ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 301 คืออะไร?
ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษี เพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)
โดยการหยิบไพ่มาตรา 301 มาพิจารณาถือเป็นแนวโน้มที่น่าจับตา สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจาก มาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’
โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า การไต่สวนดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 และยังมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม
การบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 301 อาจนำมาใช้ทดแทนมาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ส่วนใหญ่ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ส่องเงื่อนไขประเทศใดเตรียมโดนมาตรา 301
โดยเกรียร์ระบุว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดียังคงยึดหลักการเดิม คือการปกป้องตำแหน่งงานของชาวอเมริกันและสร้างความมั่นใจว่าคู่ค้ามีการค้าขายที่ยุติธรรม
เกรียร์ยังเปิดเผยว่า การไต่สวนตามมาตรา 301 จะครอบคลุมถึงการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของบางระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นเกินเชิงโครงสร้าง’ (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าคู่ค้าหลักหลายรายมีกำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ทั้งในแง่ของอุปสงค์ภายในประเทศและอุปสงค์โลก ซึ่งนำไปสู่การได้เปรียบดุลการค้าที่สูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน
เปิด 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนครั้งนี้ USTR แย้มอาจมีประเทศอื่น
จากเอกสารของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ลงวันที่ 11 มีนาคม 2026 สหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 (Section 301) เกี่ยวกับปัญหาภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 16 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ดังนี้
- จีน (China)
- สหภาพยุโรป (European Union)
- สิงคโปร์ (Singapore)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
- นอร์เวย์ (Norway)
- อินโดนีเซีย (Indonesia)
- มาเลเซีย (Malaysia)
- กัมพูชา (Cambodia)
- ไทย (Thailand)
- เกาหลีใต้ (Korea)
- เวียดนาม (Vietnam)
- ไต้หวัน (Taiwan)
- บังกลาเทศ (Bangladesh)
- เม็กซิโก (Mexico)
- ญี่ปุ่น (Japan)
- อินเดีย (India)
ทั้งนี้ เกรียร์คาดการณ์ว่าอาจมีการไต่สวนตามมาตรา 301 รายประเทศเพิ่มเติม หรืออาจมีการใช้เครื่องมือและมาตรการตรวจสอบอื่นๆ ในอนาคต
โดยตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน หลังจากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตามที่กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเรียกเก็บภาษีทั่วโลก (Global Tariff) อัตรา 10% ใหม่ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน
ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยคาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า
อ้างอิง:

