×

สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร?

11.01.2026
  • LOADING...
สำรวจทางเลือกทรัมป์ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ แผนสำรองคืออะไร?

ประเด็นใหญ่ที่ผู้ส่งออกและประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังจับตามอง คือคำตัดสินของศาลพิพากษาสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดยศาลระบุในเว็บไซต์เมื่อวันศุกร์ (9 มกราคม) ที่ผ่านมาว่า อาจจะประกาศคำตัดสินคดี หลังผู้พิพากษานั่งบัลลังก์ตามกำหนดในวันพุธที่ 14 มกราคม แต่จะไม่ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีการอ่านคำตัดสินในคดีใดบ้าง

 

ความสำคัญของคำตัดสินในคดีนี้ ถูกจับตามองว่าอาจเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในด้านการค้า ซึ่งที่ผ่านมา มาตรการภาษีของทรัมป์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

ขณะที่คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ หากศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกหรือชี้ว่าภาษีตอบโต้ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น และรัฐบาลทรัมป์มีแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้หรือไม่

 

ที่มาที่ไปของคดี

 

  • คดีนี้มีที่มาจากมาตรการภาษีตอบโต้ ที่ทรัมป์บังคับใช้หลังเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 โดยอ้างอิงการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายในปี 1977 ที่ออกแบบมาเพื่อให้อำนาจแก่ประธานาธิบดี ในการดำเนินการในภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่ประกาศไว้ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ

 

  • ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างถึงกฎหมายนี้หลังจากประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเนื่องจากการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปที่การนำเข้าจากจีน อินเดีย และพันธมิตรสำคัญ รวมถึงแคนาดาและสหภาพยุโรป มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์

 

  • นอกจากนี้ ทรัมป์ยังอ้างว่า ภาษีตอบโต้ดังกล่าวเป็นมาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการหยุดยั้งการไหลทะลักของยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่สหรัฐฯ

 

  • สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกมาตรการภาษีนี้ว่า ‘ภาษีตอบโต้’ เพราะมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการผลิตภายในประเทศ

 

  • โดยประเทศไทย ก็เผชิญภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงจาก 36% ที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ โดยยังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้า ซึ่งมีทั้งเรื่องการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน รวมทั้งข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน

 

  • ในทางปฏิบัติ มาตรการนี้ทำให้ภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ สูงกว่าระดับก่อนปี 2025 ทำให้การบังคับใช้กฎหมายศุลกากรซับซ้อนขึ้น ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้นำเข้า และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการหลีกเลี่ยงรัฐสภา

 

  • ผลที่ตามมา ทำให้บริษัทมากกว่า 1,000 แห่ง รวมถึงบางบริษัทนำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำการยื่นฟ้อง โดยแย้งว่า IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีตอบโต้อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นกฎหมายที่มุ่งควบคุมสินทรัพย์ในต่างประเทศมากกว่าการกำหนดภาษีศุลกากร

 

  • บริษัทเหล่านี้อธิบายว่า นโยบายภาษีตอบโต้นั้นละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และเตือนว่าอำนาจบริหารที่ไม่ถูกตรวจสอบอาจทำให้สมดุลทางรัฐธรรมนูญสูญเสียไป

 

  • ในเดือนพฤษภาคม 2025 ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตัดสินว่าภาษีตอบโต้ดังกล่าวผิดกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์กลางพิพากษายืนตามคำตัดสินนี้ในเดือนสิงหาคม

 

  • ผู้พิพากษาให้เหตุผลว่า อำนาจของกฎหมาย IEEPA ไม่ครอบคลุมถึงภาษีตอบโต้วงกว้าง และปฏิเสธข้ออ้างของฝ่ายบริหารที่ว่า “อำนาจฉุกเฉิน สามารถลบล้างข้อจำกัดตามกฎหมายได้”

 

  • ขณะที่ศาลสูงสหรัฐฯ รับพิจารณาคดีนี้ในช่วงปลายปี 2025

 

จะเกิดอะไรขึ้นหากศาลสั่งยกเลิกภาษีตอบโต้?

 

สำหรับหัวใจสำคัญของคดีนี้ คือคำถามสองข้อที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

 

1. ทำเนียบขาวสามารถใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อกำหนดภาษีตอบโต้ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่?

 

2. หากศาลสูงตัดสินว่าภาษีตอบโต้ผิดกฎหมาย รัฐบาลต้องจ่ายเงินภาษีคืนหรือไม่?

 

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หากศาลตัดสินให้การใช้กฎหมาย IEEPA ไม่เหมาะสมและภาษีตอบโต้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องมีคำตัดสินด้วยว่า บรรดาบริษัทผู้นำเข้าที่จ่ายภาษีไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์ มีสิทธิ์ได้รับการชดเชยเงินภาษีคืนหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการจ่ายคืนภาษีที่เรียกเก็บไปแล้ว

 

  • อย่างไรก็ตาม คำตัดสินไม่จำเป็นต้องเป็นการจ่ายชดเชยเงินภาษีคืนแก่ผู้นำเข้าทุกราย หรือไม่จ่ายเงินชดเชยเลย ซึ่งศาลอาจจำกัดขอบเขตอำนาจฉุกเฉิน และจำกัดภาระผูกพันในการจ่ายเงินชดเชยคืน หรือจำกัดวิธีการใช้ภาษีนำเข้าในอนาคตโดยไม่ต้องยกเลิกระบบปัจจุบันทั้งหมด

 

  • ซึ่งหลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกำหนดภาษีศุลกากรเป็นรายประเทศและรายสินค้า แทนที่จะใช้ภาษีตอบโต้แบบกว้างๆ เหมือนที่เคยใช้ภายใต้ IEEPA

 

  • ตลาดการคาดการณ์ (Prediction Market) เช่น Kalshi ให้ความน่าจะเป็นเพียง 28% ที่ศาลสูงสหรัฐฯ จะคงมาตรการภาษีตอบโต้ตามที่บังคับใช้ทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการยกเลิกภาษีตอบโต้บางส่วน

 

  • นอกเหนือจากเรื่องภาษีตอบโต้ คดีนี้อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอนาคต จะใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และอาจจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีในการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำหรับการเจรจาหรือเพื่อความมั่นคงของชาติ

 

  • นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มการกำกับดูแลของรัฐสภาต่อการดำเนินการด้านการค้าและกำหนดขอบเขตว่ากฎหมายฉุกเฉินสามารถขยายไปสู่การกำกับดูแลเศรษฐกิจได้ไกลแค่ไหน

 

แผนสำรองของทรัมป์คืออะไร?

 

  • แม้รัฐบาลทรัมป์จะแพ้คดีนี้ ก็อาจไม่ได้หมายความว่าภาษีตอบโต้จะสิ้นสุดลง โดยเควิน แฮสเซ็ตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวว่า ทำเนียบขาวอาจใช้มาตรการทางเลือกอื่นๆ หากศาลสูงตัดสินคัดค้านการใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในวงกว้าง

 

  • สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณว่าทำเนียบขาวยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้พระราชบัญญัติการค้าปี 1962 เพื่อคงภาษีนำเข้าส่วนใหญ่ไว้โดยไม่ต้องใช้อำนาจฉุกเฉิน

 

  • นั่นเป็นเหตุผลที่เบสเซนต์คาดการณ์ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นแบบ ‘ผสมผสาน’ ซึ่งจะจำกัดความยืดหยุ่นในการใช้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดี แต่จะไม่ลดรายได้จากภาษีนำเข้าโดยรวมลงอย่างมาก

 

  • อย่างไรก็ตามคำตัดสินที่เป็นผลลบต่อทรัมป์ อาจทำให้มาตรการภาษีตอบโต้ต้องหยุดชะงักลง และอาจช่วยลดแรงกดดันในตลาดได้ เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดการลดอัตราภาษีตอบโต้ที่มีผลบังคับใช้แล้วจากประมาณ 12% ในปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising