×

เจรจา vs บุกต่อ อ่านใจ ‘ทรัมป์’ ใน 5 วันอันตราย จะปิดฉากสงครามอิหร่านได้หรือไม่?

25.03.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ กับทางเลือกระหว่างการเจรจาและปฏิบัติการทางทหารเพื่อยุติสงครามอิหร่านใน 5 วันอันตราย

‘ไปต่อหรือพอแค่นี้?’ คือคำถามสำคัญที่โลกมีต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อสงครามอิหร่านกินเวลาเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 พร้อมระดับความตึงเครียดที่พุ่งทะยานสู่จุดเดือดจนกระทบปากท้องนานาชาติอย่าง ‘วิกฤตพลังงานโลก’ (Energy Shock) ครั้งประวัติศาสตร์

 

 
 

ในมือข้างหนึ่ง ทรัมป์เลือกกาง ‘แผนสันติภาพ 15 ข้อ’ บนโต๊ะเจรจา หวังปิดเกมสงครามด้วยเงื่อนไขสุดหิน โดยเฉพาะการยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขณะที่สัญญาณล่าสุดจากเตหะรานที่เลือกคู่เจรจาอย่าง เจ.ดี.แวนซ์ (J. D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สะท้อนว่า ‘หน้าต่างทางการทูต’ ยังไม่ปิดตายเสียทีเดียว

 

ทว่าในมืออีกข้าง สหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ เมื่อ New York Times รายงานถึงการเคลื่อนกำลังพลครั้งใหญ่เข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมจากการโจมตีทางอากาศสู่ปฏิบัติการยึดครองพื้นที่หัวใจสำคัญของอิหร่าน

 

THE STANDARD ประเมินสถานการณ์ และสรุปสิ่งที่เรารู้จากทางเลือกของทรัมป์และสหรัฐฯ ต่อสงครามที่กำลังดำเนินในขณะนี้

 
 

ส่องแผนสันติภาพทรัมป์ 15 ข้อ มีอะไรบ้าง?

 

ล่าสุดวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า จะเลื่อนเวลาการโจมตีโรงงานไฟฟ้าอิหร่านออกไปอีก 5 วัน หลังสหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการเจรจายุติสงคราม และได้ ‘ของขวัญล้ำค่า’ จากเตหะรานแล้ว ซึ่งคาดว่า เป็นท่าทีผ่อนปรนเปิดช่องแคบฮอร์มุซและทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ

 

“เรากำลังเจรจาอยู่ในตอนนี้…มีคนหลายคนกำลังดำเนินการเรื่องนี้” ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพูดคุยกับคนที่ใช่ โดยมีโผรายชื่อผู้แทนสหรัฐฯ ที่จะทำหน้าที่เจรจา คือ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ, จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และแวนซ์

 

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่า มีการยื่นข้อเสนอ ‘แผนสันติภาพ 15 ข้อ’ เพื่อยุติความขัดแย้งเป็นที่เรียบร้อย

 

สำหรับรายละเอียดแผนสันติภาพ 15 ข้อ The Times of Israel รายงานเนื้อหา 14 ข้อดังต่อไปนี้

 

1. อิหร่านต้องยุติขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

2. อิหร่านต้องให้คำมั่นว่าจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์อีก

 

3. จะไม่มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบนดินแดนอิหร่าน

 

4. อิหร่านต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ราว 450 กิโลกรัม ให้กับทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ภายในกรอบเวลาที่จะตกลงกัน

 

5. อิหร่านต้องรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ที่นาตันซ์, อิสฟาฮาน และฟอร์โด

 

6. อิหร่านต้องเปิดให้ IAEA เข้าตรวจสอบได้อย่างเต็มรูปแบบ โปร่งใส และต่อเนื่อง

 

7. อิหร่านต้องยุติแนวทางการใช้ ‘เครือข่ายตัวแทน’ (Proxy) ในภูมิภาค

 

8. อิหร่านต้องยุติการสนับสนุนทางการเงิน การสั่งการ และการจัดหาอาวุธให้กลุ่มตัวแทน

 

9. อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือเสรี

 

10. โครงการขีปนาวุธของอิหร่านต้องถูกจำกัด ทั้งระยะยิงและจำนวน โดยรายละเอียดจะกำหนดภายหลัง

 

11. การใช้ขีปนาวุธของอิหร่านในอนาคตจะจำกัดเฉพาะเพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น

 

12. อิหร่านจะได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมด

 

13. สหรัฐฯ จะช่วยสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ เช่น การผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบูเชห์ร

 

14. กลไกคว่ำบาตรอัตโนมัติ (Snapback) จะถูกยกเลิกภายใต้ข้อตกลง หากอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม แม้มีการเจรจา แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมองว่า สงครามจะยังไม่ยุติภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธว่า ไม่ได้มี ‘การเจรจาโดยตรง’ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการส่งสารผ่านประเทศตัวกลาง

 
 

จับตา ‘ปากีสถาน’ ตัวกลางเจรจายุติสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน

 

ทั้งนี้ New York Times รายงานว่า แผนสันติภาพดังกล่าวถูกส่งต่อให้อิหร่านโดยปากีสถาน ซึ่งคาดว่า จะเป็นประเทศตัวกลางในการทำหน้าที่เจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเตหะราน หลัง ไซเอ็ด อาซิม มูเนียร์ (Syed Asim Munir) ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานได้กลายเป็นตัวกลางผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่วงเจรจาร่วมกับอียิปต์และตุรกี ขณะที่ เซห์บาห์ ชาริฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีปากีสถานประกาศว่า พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

 

แล้วเหตุใดปากีสถานเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลในการเจรจา บทวิเคราะห์ของ Nikkei Asia และ New York Times ให้เหตุผลสรุปรวมกันได้ 4 ข้อ

 

1.ปากีสถานกลัวสงครามลุกลามถึงตัวเอง ทั้งจากพันธมิตรอย่างซาอุดีอาระเบีย และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนติดอิหร่าน

 

2.ปากีสถานมีประสบการณ์เจรจายุติสงครามในระดับโลก เช่น สหรัฐฯ – ตาลีบันในการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน หรือสหรัฐฯ เปิดความสัมพันธ์กับจีนในยุค 1970

 

3.ปากีสถานจะได้เพิ่มบทบาทเวทีโลก และได้ผลประโยชน์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอินเดีย หากเจรจาได้สำเร็จ ทั้งโอกาสเศรษฐกิจอย่างการค้าและทรัพยากรน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซกับอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์เคยเสนอเงื่อนไขพิเศษทางการค้า ส่วนสหรัฐฯ เตรียมลงทุนในภาคเหมืองแร่ของปากีสถาน

 

4.ปากีสถานมีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์มองว่า ปากีสถานมี ‘ข้อได้เปรียบ’ หลายอย่าง เช่น เคยเสนอทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ เป็นหุ้นส่วนพันธมิตรด้านต่อต้านก่อการร้าย, แร่หายาก, คริปโตเคอร์เรนซี (3Cs) กับสหรัฐฯ

 

ขณะที่ปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ และไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศ อีกทั้งยังมีพรมแดนติดอิหร่าน และไม่เคยออกตัวชัดเจนในสงคราม

 
 

ทำไมอิหร่านเสนอให้แวนซ์นั่งโต๊ะเจรจา?

 

ส่วนท่าทีล่าสุดของอิหร่าน มีรายงานจาก CNN ว่า ผู้แทนเตหะรานส่งสัญญาณผ่านช่องทางลับถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า ไม่ต้องการเจรจากับวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์ แต่ต้องการพูดคุยกับแวนซ์มากกว่า

 

“ภาพที่ถูกมองคือแวนซ์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้” แหล่งข่าวรายหนึ่งให้เหตุผล โดยอธิบายว่า แวนซ์คือคนที่ต้องการยุติสงครามมากกว่าทูตพิเศษ 2 ราย หรือแม้แต่รูบิโอ ถือเป็นภาพสะท้อนของอิหร่านที่มองสหรัฐฯ ว่า สงครามจะไม่ยุติ ถ้าเจรจากับผู้แทน 2 รายนี้

 

อย่างไรก็ตาม ภายในตะวันออกกลางยอมรับว่า การให้แวนซ์เข้ามาเจรจาก็มีความเสี่ยงเนื่องจากการยุติสงครามไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ที่ผ่านมา สาธารณชนมักตั้งคำถามการหายไปของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาไม่ได้อยู่ในห้องสั่งการปฏิบัติการถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์เหมือนกับรูบิโอ

 

ทั้งนี้ Forbes วิเคราะห์ว่า เขามีความเห็นไม่ตรงกับทรัมป์ และต้องการรักษาอนาคตทางการเมืองของตนเอง ซึ่งทรัมป์ก็ยอมรับเองว่า แวนซ์กระตือรือร้นน้อยกว่าและมีมุมมองต่างออกไปเล็กน้อยต่อสงครามอิหร่าน

 

ขณะที่รายงานหลายแหล่งระบุว่า แวนซ์ ‘กังขา’ ต่อสงคราม และกังวลต่อโอกาสความสำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมา เขาวางท่าทีต่อต้านสงครามยืดเยื้อ และไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ใช้ทรัพยากรมหาศาลในตะวันออกกลาง

 
 

‘กำลังทหาร’ ไพ่เด็ดสุดท้ายของทรัมป์ ตัวเลือก End Game อิหร่าน

 

วันนี้ (25 มีนาคม) New York Times รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สั่งการให้ทหารราว 2,000 นาย จากกองพลทหารพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) เริ่มเคลื่อนกำลังไปยังตะวันออกกลาง โดยระบุว่า เป็น ‘ทางเลือกทางทหาร’ ให้กับทรัมป์

 

กำลังรบชุดนี้มาจากหน่วย ‘Immediate Response Force’ (IRF) ซึ่งเป็นกองพลขนาดราว 3,000 นาย ที่สามารถเคลื่อนกำลังไปปฏิบัติการได้ทั่วโลกภายใน 18 ชั่วโมง

 

ขณะที่กำลังอื่นๆ ยังรวมถึง พลตรี แบรนดอน อาร์. เทกต์ไมเออร์ (Major General Brandon R. Tegtmeier) ผู้บัญชาการกองพลพร้อมด้วยทีมงานระดับสูง และกำลังระดับกองพัน 2 หน่วย ประกอบด้วยหน่วยละประมาณ 800 นาย ซึ่งแหล่งข่าวยังระบุว่า อาจมีการส่งกำลังเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 

นอกจากนี้ ​​ยังมีนาวิกโยธินราว 2,300 นายจากหน่วย 31st Marine Expeditionary Unit ซึ่งกำลังเดินทางตะวันออกกลางภายในสัปดาห์นี้ ยังไม่รวมนาวิกโยธินอีกพันนายจาก หน่วย 11th Marine Expeditionary Unit ซึ่งคาดว่า จะเดินทางถึงในกลางเดือนเมษายน

 

ยังไม่แน่ชัดว่า กำลังดังกล่าวมีเป้าหมายแห่งใด แต่คาดว่าระยะโจมตีอาจอยู่ใกล้อิหร่าน โดยเป้าหมายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ‘เกาะคาร์ก’ ศูนย์ส่งออกน้ำมันหลักของเตหะรานในอ่าวเปอร์เซีย โดยก่อนหน้านี้ เครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีพื้นที่มากกว่า 90 เป้าหมาย

 

New York Times วิเคราะห์แนวทางที่เป็นไปได้ คือ สหรัฐฯ จะส่งนาวิกโยธินเข้าไปซ่อมแซมรันเวย์ที่เสียหายก่อน จากนั้นให้กองทัพอากาศส่งยุทโธปกรณ์และกำลังเสริมด้วยเครื่องบิน C-130 จากนั้นให้ 82nd Airborne เข้าไปเสริมกำลัง แต่ก็อาจเสี่ยงอิหร่านถูกโจมตีกลับ

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising