สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นคำขาดให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมขู่ว่าหากไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯ อาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกเริ่มสั่นคลอน
หากไล่เรียงเหตุการณ์ จะเห็นว่าความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เมื่อ อิสราเอล เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน รวมถึงแหล่งก๊าซ South Pars แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโรง LNG ในกาตาร์ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานเริ่มสะดุด
หลังจากนั้น อิหร่านยกระดับการตอบโต้ ทั้งการยิงขีปนาวุธไปยังพื้นที่ในอิสราเอล รวมถึงเมืองดิโมนา ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ เพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ของตนเอง พร้อมกันนี้ อิหร่านยังแสดงศักยภาพทางทหารด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพสหรัฐฯ–อังกฤษที่ดิเอโก การ์เซีย แม้จะไม่เกิดความเสียหาย แต่สะท้อนถึงความสามารถในการโจมตีระยะไกล
ต่อมาในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม ทรัมป์ส่งสัญญาณผ่อนคลาย โดยระบุว่าจะลดระดับปฏิบัติการทางทหาร และอาจให้ประเทศที่พึ่งพาเส้นทางนี้เข้ามาดูแลความปลอดภัยเอง ทำให้ตลาดเริ่มคาดหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แต่ราคาน้ำมันโลกก็ยังคงพุ่งสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 112.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลด้านอุปทาน เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซราว 20% ของโลก
กระทั่งในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม สถานการณ์พลิกอีกครั้ง เมื่อทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว โดยประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย ขีดเส้นตาย 48 ชั่วโมงให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากไม่ทำตามจะโจมตีและทำลายโรงไฟฟ้า เริ่มจากแห่งที่ใหญ่ที่สุด นับเป็นการยกระดับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทันที
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นชัด มี 3 ด้านหลัก
- อุปทานพลังงานตึงตัว การหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซสะดุด ดันราคาพลังงานโลกให้สูงขึ้น
- เงินเฟ้อและค่าครองชีพเพิ่ม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน
- ตลาดการเงินผันผวน ท่าทีที่เปลี่ยนไปมาของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้ยาก ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงแกว่งตัวมากขึ้น
ในด้านนโยบาย รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน โดยอนุญาตให้มีการขายน้ำมันอิหร่านที่ขนขึ้นเรือแล้ว เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากค่าครองชีพเป็นประเด็นที่มีผลต่อคะแนนนิยมโดยตรง
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งการที่พันธมิตสหรัฐฯ โดยเฉพาะ NATO ยังไม่ตอบรับแผนคุ้มกันเรือในช่องแคบ รวมถึงท่าทีของฝ่ายอิสราเอลที่ส่งสัญญาณอาจยกระดับปฏิบัติการเพิ่มเติม
สุดท้ายแล้ว วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้กลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น เพราะมีทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และแรงกดดันทางการเมืองซ้อนทับกัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบอาจลุกลามจากตลาดพลังงานไปสู่เงินเฟ้อ และกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ภาพ:Joshua Sukoff/shutterstock
อ้างอิง:

