กลายเป็นมหากาพย์เศรษฐกิจที่เขย่าขวัญภาคธุรกิจ และนักลงทุนทั่วโลก เมื่อ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจลงนามในคำสั่งบริหาร (Executive Order) ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำตัดสินชี้ขาดว่านโยบายกำแพงภาษีเดิมของเขา ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’
ไทม์ไลน์การแก้เกม จากแพ้ในศาล สู่การโต้กลับใน Oval Office
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 กุมภาพันธ์) ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ระบุว่าการที่ Trump ใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อเก็บภาษีแบบ ‘ต่างตอบแทน’ (Reciprocal Tariffs) ตั้งแต่ปี 2025 นั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
ผลที่ตามมาทันที มีดังนี้
- อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ (Trade-weighted average) ร่วงจาก 15.4% เหลือ 8.3%
- ประเทศอย่างจีน บราซิล และอินเดีย เกือบจะได้เห็นอัตราภาษีลดลงเป็นเลขสองหลัก
- อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข่าวดีระยะสั้นมาก เพราะ Trump สั่งลงนามมาตรา 122 (Section 122) ทันที เพื่อตั้งกำแพงภาษีพื้นฐานที่ 10% ทั่วโลก โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 00.01 น.
สุญญากาศทางกฎหมายและ ‘ระเบิดเวลา’ 150 วัน
การหันมาใช้ Section 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นทางออกชั่วคราวที่ Trump เลือกใช้เพื่อพยุงยุทธศาสตร์การค้าไว้ แต่กฎหมายฉบับนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ ‘มีผลบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน’ เท่านั้น ซึ่งหาก Trump ต้องการต่ออายุภาษีนี้ เขาต้องเผชิญกับด่านหินในสภาคองเกรส ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความผันผวน (High Uncertainty) อย่างรุนแรง เพราะภาคธุรกิจจะไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้เลยตราบใดที่ ‘เส้นตาย 150 วัน’ ยังตรึงสถานการณ์อยู่
ข้อตกลงทวิภาคีอาจถูกรื้อถอน
Reuters รายงานว่า ชัยชนะในศาลของกลุ่มผู้นำเข้าอาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ สำหรับประเทศคู่ค้าที่เคยยอมทำข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral Deals) กับสหรัฐฯ เพื่อขอยกเว้นภาษีในอดีต โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
- ประเทศที่เคยยอมจำนนและตกลงจะลงทุนในสหรัฐฯ แลกกับการลดภาษี กำลังประเมินว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดจะช่วยให้พวกเขามี ‘อำนาจต่อรอง’ ในการรื้อสัญญาใหม่หรือไม่
- EU และ UK สหภาพยุโรปเตรียมประเมินสถานการณ์ในวันจันทร์นี้ ขณะที่สหราชอาณาจักรยังคงหวังว่าสถานะ ‘คู่ค้าพิเศษ’ จะช่วยให้รอดพ้นจากกำแพงภาษี 10% รอบใหม่นี้ได้
จับตาวิกฤตเงินคืน 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ‘ใครจะเป็นคนจ่าย?’
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือ ภาษีมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 ล้านล้านบาท) ที่รัฐบาลเก็บไปแล้วอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งบริษัทกว่า 1,500 แห่งกำลังเตรียมฟ้องร้องขอคืนเงิน
โดยโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า “ศาลไม่ได้บอกว่าจะคืนเงินยังไง เราอาจต้องสู้คดีกันอีก 5 ปี”
ขณะที่ Scott Bessent รมว.คลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างมั่นใจว่า รายได้ของรัฐในปี 2026 จะไม่กระทบ เพราะภาษีใหม่ภายใต้ Section 122 และการสอบสวน Section 301 จะเข้ามาเติมเต็มส่วนที่หายไปได้ทันเวลา
ฟันธง! โลกที่ต้องอยู่กับ ‘กำแพงภาษี’ แบบถาวร
นักวิเคราะห์จาก ING และ European Policy Centre มองเห็นตรงกันว่า “นั่งร้านอาจจะพังลง แต่ตัวตึกยังคงอยู่” หมายความว่าแม้เครื่องมือทางกฎหมายของ Trump จะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่นโยบาย ‘กีดกันทางการค้า’ ได้กลายเป็น New Norm ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไปแล้ว
แม้เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะยังขยายตัวได้ที่ 3.3% ตามคาดการณ์ของ IMF แต่การประกาศภาษี 10% รอบล่าสุดนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่า Trade War ครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ และความแน่นอนเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือ ‘ความไม่แน่นอน’
‘ธุรกิจไทย’ ใครบ้างได้รับผลกระทบ
สถานการณ์การใช้มาตรา 122 (Section 122) ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็น ‘โจทย์หิน’ ของภาคการส่งออกไทย เนื่องจากมาตรานี้เน้นการเก็บภาษีในอัตราคงที่ (Flat Rate) กับสินค้าทุกประเภท ส่งผลให้สินค้าไทยที่เคยได้รับสิทธิพิเศษหรือมีอัตราภาษีนำเข้าต่ำ ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นทันที 10%
จากการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจชั้นนำ เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch), SCB EIC และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) พบว่ากลุ่มสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:
1. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (Electronics & Electrical Equipment)
กลุ่มนี้น่ากังวลที่สุด เพราะเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปสหรัฐฯ และมีห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน โดยมีสินค้าเด่นคือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องปรับอากาศ
เหตุผลที่กระทบหนัก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดหลัก (คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30-35% ของการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย) การโดนภาษี 10% ทันทีจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตภายในสหรัฐฯ เอง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติม หากสหรัฐฯ ขยายไปใช้มาตรา 301 ในการสอบสวนเจาะจงรายประเทศ ผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปสู่การตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของชิ้นส่วนจากจีนที่อยู่ในสินค้าไทยด้วย
2. กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน (Automotive & Parts)
แม้ไทยจะส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปสหรัฐฯ ไม่มากนัก แต่เราเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Tier 1 & 2) ที่ส่งเข้าไปยังฐานการผลิตในอเมริกาเหนือ โดยสินค้าเด่นคือ ยางรถยนต์, ชิ้นส่วนพลาสติกและโลหะในรถยนต์
เหตุผลที่กระทบหนัก เนื่องจากนโยบาย Trump ชัดเจนว่าต้องการกดดันให้บริษัทรถยนต์ย้ายฐานการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐฯ (Reshoring) การเก็บภาษี 10% (และอาจสูงถึง 15-30% ตามคำขู่) จะบีบให้ผู้ผลิตในไทยต้องลดราคาเพื่อสู้กับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ผลิตในกลุ่ม USMCA (เม็กซิโก/แคนาดา) ที่ได้รับข้อยกเว้น
3. กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหาร (Processed Food & Agriculture)
กลุ่มนี้เป็นสินค้าที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) หากราคาสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย ผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจหันไปหาสินค้าทดแทนจากภูมิภาคอื่น โดยสินค้าเด่นคือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป, ผลไม้แปรรูป, ยางพาราแปรรูป
เหตุผลที่กระทบหนัก เนื่องจากไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ สูงมากในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป (เช่น ทูน่ากระป๋อง) ภาษีที่เพิ่มขึ้น 10% จะถูกส่งผ่านไปยังราคาวางขายปลีก ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในทันที
ไทยควร ‘รับมือ’ อย่างไร
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และนักวิเคราะห์เตือนว่า ในช่วง 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ไทยอาจต้องเผชิญกับ ‘Twin Influx’ หรือการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนที่ส่งไปสหรัฐฯ ไม่ได้ แล้วหันมาดัมพ์ตลาดในอาเซียนแทน ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนไทยควรรับมือดังนี้
1. เร่งเจรจาทวิภาคี เพื่อขอยกเว้นภาษีรายสินค้า (Product Exclusion) โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ขาดแคลน
2. กระจายตลาด (Diversification) ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดกลุ่ม BRICS หรือตะวันออกกลางมากขึ้น
3. ชูจุดแข็งเรื่องความยั่งยืน โดยใช้มาตรฐาน ESG เป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งที่เน้นราคาถูกเพียงอย่างเดียว
ภาพ: Kevin Dietsch/Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-20/trump-imposes-10-global-tariff-in-bid-to-salvage-trade-plans?srnd=homepage-asia
- https://www.reuters.com/world/china/us-supreme-court-ruling-offers-little-respite-global-economy-2026-02-20/
- https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/trade-war-2-2025
- https://www.kasikornresearch.com/en/analysis/k-econ/economy/Pages/7-Product-Tax-CIS3566-KR-2025-03-05.aspx
- https://www.scbeic.com/th/detail/product/trump-tariffs-050425


