ทรัมป์ยินดีกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ กดค่าเงินทำสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 4 ปี
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีพอใจกับการลดลงของค่าเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ ส่งผลให้ค่าเงินร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 โดยวันนี้ (28 มกราคม) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงแตะระดับ 95.5
เมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการลดลงของค่าเงินหรือไม่ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐไอโอวาเมื่อวานนี้ว่า “ไม่เลย ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ผมคิดว่ามูลค่าของดอลลาร์ เมื่อดูจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ดอลลาร์กำลังอยู่ในทิศทางที่ดี”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พูดถึงประเทศอื่นมาอย่างต่อเนื่องว่าพยายามทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นการส่งออก ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างราคาของดอลลาร์กับมูลค่าในฐานะสกุลเงินสำรอง ดังนั้น ความเห็นล่าสุดเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นการให้ไฟเขียวแก่เทรดเดอร์ในการเทขายดอลลาร์
สำหรับค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นอีกเช่นกัน สู่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ามากสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 16%
นักลงทุนกำลังโยกเงินออกจากสหรัฐฯ
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้น แม้จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น และเกิดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เตรียมที่จะหยุดพักการลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยตามปกติแล้วจะถูกมองว่าเป็นแรงหนุนค่าเงิน แต่ทรัมป์ได้แสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยควรจะต่ำกว่านี้มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์
ปัจจัยที่เกิดขึ้นผลักให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการรักษามูลค่า เช่น ทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 5,300 ดอลลาร์ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Debasement Trade” หรือการเทรดเพื่อหนีการเสื่อมค่าของเงิน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังโยกย้ายเงินเข้าออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์อื่นๆ เช่น กองทุนตลาดเกิดใหม่ด้วยอัตราเร่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบางคนเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “การถอนตัวอย่างเงียบๆ” (Quiet-quitting)
ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นวิธีรักษาความได้เปรียบในการเจรจาทวิภาคี รวมทั้งประโยชน์ต่อภาคการผลิต
“ผมเป็นคนที่ชอบดอลลาร์แข็ง แต่ดอลลาร์อ่อนทำให้คุณทำเงินได้เยอะกว่ามาก” ทรัมป์กล่าวเมื่อปี 2025
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าที่ยาวนานของดอลลาร์อาจนำมาซึ่งอันตรายหลายประการต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
โรเบิร์ต แคปแลน รองประธานของ Goldman Sachs Group Inc. กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทาง Bloomberg Television ว่า “จริงอยู่ที่ว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าช่วยกระตุ้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีหนี้สินถึง 39 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังมุ่งหน้าสู่ระดับสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อคุณมีหนี้สินมากขนาดนั้น ผมคิดว่าเสถียรภาพของค่าเงินน่าจะสำคัญเหนือกว่าการส่งออก”
“จริงๆ แล้วผมคิดว่าสหรัฐฯ อยากจะเห็นดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพและต้องการเห็นความมั่นคง พวกเขาต้องการที่จะขายพันธบัตรระยะยาวให้ได้ ซึ่งดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพจะช่วยในเรื่องนี้” แคปแลนกล่าว
จุดเริ่มต้นของขาลงรอบใหม่?
ด้าน สตีเฟน เจน ผู้ก่อตั้ง Eurizon SLJ Capital บอกว่า มุมมองของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อค่าเงินดอลลาร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาลงเฟสใหม่
“นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงรอบถัดไปของดอลลาร์ และหลายคนอาจยังไม่พร้อมรับมือกับมัน” เจน อดีตนักกลยุทธ์ค่าเงินของ Morgan Stanley และผู้คิดค้นทฤษฎี ‘Dollar Smile’ เขียนในบันทึกก่อนที่ทรัมป์จะออกมาพูด
การร่วงลงของดอลลาร์ผลักดันให้ทั้งเงินยูโรและปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่ฟรังก์สวิสแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ในฝั่งเอเชีย เงินวอนเกาหลีใต้และริงกิตมาเลเซียเป็นผู้นำการแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามมีมาตรวัดหนึ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีมูลค่าสูงเกินจริง ตามหลักความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity) สกุลเงินสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าในกลุ่ม Group-of-10 ทั้งหมด ยกเว้นฟรังก์สวิส
ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาตรวัดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินเยนและยูโรมีมูลค่าต่ำเกินจริงเป็นพิเศษ ซึ่งสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่าผู้ส่งออกในยุโรปและญี่ปุ่นมีความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม
อ้างอิง:


