โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ยุติการใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude โดยทันที หลังเกิดปมขัดแย้งด้านความมั่นคง
โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เราไม่จำเป็นต้องใช้ เราไม่ต้องการ และจะไม่มีการทำธุรกิจกับพวกเขาอีกต่อไป!”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างบริษัท Anthropic และทำเนียบขาว หลังจากทางบริษัทปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการปฏิเสธในครั้งนี้ส่งผลให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาประกาศยกระดับสถานะของ Anthropic ให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk)
การระบุชื่อในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้ Anthropic กลายเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตีตราว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ทางตัวแทนของ Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ในช่วงคืนวันศุกร์ว่า บริษัทเตรียมที่จะดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการกำหนดสถานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาลต่อไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab) แห่งนี้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
โดยหลังจากทรัมป์ได้กำหนดระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะตัด Anthropic ออกจากสัญญารัฐบาลทั้งหมด ในแถลงการณ์ Anthropic กล่าวว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่า “การข่มขู่หรือการลงโทษใดๆ จากกระทรวงสงคราม (Department of War) จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเราในเรื่องการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ หรือการใช้อาวุธพิฆาตอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ เราจะดำเนินการคัดค้านการระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาล” บริษัทระบุในช่วงเย็นวันศุกร์
ย้อนรอยปมขัดแย้ง Anthropic-เพนตากอน
ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันผู้พัฒนา Claude ประกาศจุดยืนไม่ยอมถอยหลังให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ในกรณีความขัดแย้งด้านขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โดยดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Anthropic ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ว่า บริษัทเลือกจะยุติการร่วมงานกับเพนตากอน ดีกว่าที่จะยินยอมให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะที่อาจ “บ่อนทำลายแทนที่จะปกป้องคุณค่าทางประชาธิปไตย”
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมร่วมกับ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ Anthropic ยอมรับเงื่อนไขการใช้งานเครื่องมือ AI ใน ‘ทุกกรณี’ ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการหารือดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยการข่มขู่ว่าจะถอด Anthropic ออกจากห่วงโซ่อุปทานของ DoD
อโมเดอีเน้นย้ำว่า “คำขู่เหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของเราได้ เราไม่สามารถยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าวได้โดยไม่ละทิ้งมโนธรรม”
ประเด็นหลักที่ Anthropic วิตกกังวลคือความเป็นไปได้ในการนำโมเดล AI อย่าง ‘Claude’ ไปใช้ในสองวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ “การสอดแนมมวลชนภายในประเทศ” (Mass domestic surveillance) และ ‘อาวุธที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ’ (Fully autonomous weapons)
โดยอโมเดอีระบุว่า กรณีการใช้งานเหล่านี้ไม่เคยระบุอยู่ในสัญญาที่ทำกับกระทรวงสงคราม (Department of War) และไม่ควรถูกบรรจุเพิ่มในขณะนี้ ทั้งนี้ ‘กระทรวงสงคราม’ เป็นชื่อเรียกรองของกระทรวงกลาโหมภายใต้คำสั่งบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
โฆษกของ Anthropic เพิ่มเติมว่า แม้ทางกระทรวงจะส่งร่างสัญญาที่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาให้เมื่อคืนวันพุธ แต่กลับ ‘ไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ’ ในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ Claude เพื่อการสอดแนมชาวอเมริกันหรือใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติ โดยระบุว่าภาษาใหม่ที่อ้างว่าเป็น ‘การประนีประนอม’ นั้น ถูกพ่วงมาด้วยศัพท์ทางกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถละเลยมาตรการความปลอดภัยได้ตามอำเภอใจ
ในบล็อกโพสต์ของบริษัท อโมเดอีอธิบายเสริมว่า AI สามารถถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายและดูไม่มีพิษมีภัย ให้กลายเป็นภาพรวมชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้อย่างละเอียดโดยอัตโนมัติและในระดับมหาศาล พร้อมยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนการใช้ AI เพื่อภารกิจข่าวกรองต่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การใช้เพื่อสอดแนมประชาชนในประเทศนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
ในส่วนของระบบอาวุธ อโมเดอีให้ความเห็นว่า AI ในปัจจุบันยังไม่มีความเสถียรเพียงพอที่จะควบคุมอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ “หากปราศจากการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาวุธอัตโนมัติจะไม่สามารถใช้การตัดสินใจที่สำคัญได้เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และเราจะไม่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้กำลังพลหรือพลเรือนชาวอเมริกันต้องตกอยู่ในความเสี่ยงโดยเจตนา”
อ้างอิง:


