บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4 ปี 2568 โดยสามารถทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีได้ 4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการรักษากำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน และเมื่อปรับปรุงรายการพิเศษจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสจำนวน 4.1 พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมเงินปันผลตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของ NPAT ตามรายงาน และ 56% ของ NPAT หลังปรับปรุงรายการพิเศษ
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนผลประกอบการที่เป็นบวกมาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายซึ่งลดลงถึง 28.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าคลื่นความถี่กับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายยังปรับตัวลดลง 27.5% ซึ่งเป็นผลจากการประหยัดต้นทุนหลังการควบรวมและการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่
แม้ความสามารถในการทำกำไรจะปรับตัวดีขึ้น แต่รายได้รวมในไตรมาส 4 ลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ขณะที่รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายลดลงเล็กน้อยที่ 1.0% จากการชะลอตัวของธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก
อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในช่วงปลายปี
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเป็นผลจากการยกระดับโครงข่าย One Network ให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำ AI First Program มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการขยายฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพ และลดการพึ่งพากลุ่มลูกค้าแบบหมุนเวียน หรือ Rotational Gross Adds เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความมั่นคงระยะยาว
การปรับกลยุทธ์ไปสู่การเน้นลูกค้าคุณภาพส่งผลให้ฐานผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ณ สิ้นไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย รวมเป็น 47.5 ล้านเลขหมาย โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่มผู้ใช้งาน 5G ถึง 17.1 ล้านเลขหมาย ขณะที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อนหน้า รวมเป็น 3.3 ล้านราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้านทานต่อปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
ในด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ EBITDA ตลอดทั้งปี 2568 ขยับขึ้นไปที่ 1.05 แสนล้านบาท เติบโต 7.0%
โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการในไตรมาสนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 67.5% ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างต้นทุนที่ลดลงอย่างชัดเจนภายหลังการควบรวมกิจการ
นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายด้วยกำไรสุทธิหลังหักภาษี 9.2 พันล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงวินัยทางการดำเนินงานและการมุ่งเน้นการเติบโตที่มีกำไร
โดยบริษัทฯ ได้กำหนดทิศทางการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนและการบริหารงบดุล ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 4 ที่ระดับ 1.15 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาระดับโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต


