คลังสั่งกรมศุลศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ เพิ่มเติมมาตรการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เล็งผลักดันจัดทำ KYC ธุรกรรมเทรดทองออนไลน์ พร้อมเร่งแก้ประกาศกระทรวง เพื่อเปิดทาง ธปท. คุมเทรดทอง
วันนี้ (9 มกราคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้สั่งการให้กรมศุลกากรพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ เพื่อประเมินว่ามีความเหมาะสมในการนำมาใช้หรือไม่ เพิ่มเติมจากมาตรการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการจำหน่ายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อควบคุมปริมาณธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าว อาจต้องหารือเพิ่มเติมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐบาลรักษาการ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จัดทำข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำเป็นบัญชีพิเศษ และนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ซึ่งมีการรายงานข้อมูลรายรับของผู้ประกอบการให้กรมสรรพากรอยู่แล้วในปัจจุบัน
สำหรับการออกประกาศกรมสรรพากรเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว ลวรณระบุว่า จะใช้ระยะเวลาไม่นาน โดยในระหว่างนี้ กรมสรรพากรจะเริ่มจากการตรวจสอบร้านทองรายใหญ่ที่มีแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำเป็นลำดับแรก
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้มีการจัดทำระบบยืนยันตัวตนผู้ซื้อขายทองคำ (KYC) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดทำร่างประกาศเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอการลงนามจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีผลบังคับใช้
ลวรณอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีการบังคับใช้ระบบ KYC ในการซื้อขายทองคำ เนื่องจากในช่วงปี 2542 ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ จึงมีการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลหลายประการ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มเกิดผลกระทบในอีกด้านหนึ่ง ทำให้จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำให้เหมาะสมมากขึ้น
เร่งแก้ประกาศกระทรวง เปิดทาง ธปท. คุมเทรดทอง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการแก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจเข้าไปกำกับและตรวจสอบ ธุรกรรม การซื้อขายทองคำที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท โดยใช้อำนาจตามพ.ร.บ. ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเข้าไปกำกับตัวธุรกิจทองคำโดยตรง แต่เป็นการกำกับเฉพาะธุรกรรมการซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินบาท
สาเหตุของการดำเนินมาตรการดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจซื้อขายทองคำในรูปแบบการลงทุนผ่านแอปพลิเคชันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง ขณะที่ข้อมูลของ ธปท. พบว่า ในช่วงวันที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ มีแรงขายเงินดอลลาร์ในตลาดจำนวนมากมาจากกลุ่มผู้ค้าทองคำ โดยบางวันมีสัดส่วนสูงถึง 45–60% ของปริมาณการขายดอลลาร์ทั้งประเทศ
นอกจากนี้ การซื้อขายทองคำบนแอปที่สามารถทำธุรกรรมได้ง่าย และสามารถนำทองคำในรูปแบบกระดาษไปแลกรับทองคำจริงได้ทันที ยังเพิ่มความกังวลทั้งในมิติของเสถียรภาพค่าเงินและความเสี่ยงที่อาจเชื่อมโยงกับทุนเทา
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบผู้ซื้อขายรายย่อยหรือประชาชนทั่วไปที่ซื้อทองคำเพื่อการออมหรือการลงทุนในปริมาณไม่สูง รวมถึงไม่กระทบการซื้อขายทองคำแบบหน้าร้าน โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก
ภาพ: Momentum studio/Shutterstock


