กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุป 10 ธุรกิจดาวเด่นที่ชาวต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในไทยสูงสุดในปี 2568 เผยธุรกิจรับจ้างผลิตนำโด่ง 1.19 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดสรุปอันดับประเทศ ทุนสิงคโปร์ยังรั้งเบอร์หนึ่ง 1.03 แสนล้านบาท ‘มอริเชียส’ มาแรงติดท็อป 5
วันที่ 11 ก.พ. 2569 พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสรุปการลงทุนปี 2568 นับเป็นปีทองของไทยที่นักลงทุนชาวต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศสูงสุดในรอบ 5 ปี (2564-2568) จำนวนกว่า 3.24 แสนล้านบาท ประกอบด้วย
- สิงคโปร์นำเงินเข้ามาลงทุนสูงสุด 1.03 แสนล้านบาท
- ญี่ปุ่น 8.56 หมื่นล้านบาท
- จีน 3.50 หมื่นล้านบาท
- ไต้หวัน 1.70 หมื่นล้านบาท
- มอริเชียส 1.65 หมื่นล้านบาท
นักลงทุนรวม 1,078 ราย และจ้างงานคนไทย 6,647 คน
สำหรับธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสนใจนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 10 อันดับแรก ภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.82 แสนล้านบาท คิดเป็น 87.0% ของการลงทุนทั้งหมด (ลงทุนรวมทั้งปี 2568 จำนวน 3.24 แสนล้านบาท)
โดยเป็นการลงทุนจากนักลงทุนประเทศต่างๆ รวม 797 ราย คิดเป็น 74.0% ของนักลงทุนทั้งหมด (นักลงทุนชาวต่างชาติ รวมทั้งปี 2568 จำนวน 1,078 ราย) โดยประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติสนใจที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต มูลค่าลงทุนรวม 1.19 แสนล้านบาท คิดเป็น 36.7% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 354 ราย คิดเป็น 32.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจการผลิตที่ลงทุน เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป Printed Circuit Board ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนเครื่องจักร ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เครื่องประดับ
2. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ มูลค่าลงทุนรวม 6.59 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20.3% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 64 ราย คิดเป็น 5.9% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ พัฒนาแพลตฟอร์ม และ Data Center
3. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่ / สินค้า มูลค่าลงทุนรวม 3.45 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 10.6% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 82 ราย คิดเป็น 7.6% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน พร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก / ให้เช่าสินค้า
4. ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม มูลค่าลงทุนรวม 2.73 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8.4% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 36 ราย คิดเป็น 3.3% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในลักษณะ เช่น การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
5. ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำ / บริหารจัดการ มูลค่าลงทุนรวม 9.47 พันล้านบาท คิดเป็น 2.9% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 69 ราย คิดเป็น 6.4% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำ เช่น ปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา ค่าใช้จ่าย การเดินทาง และที่พักระหว่างการศึกษาต่อ ปรึกษาแนะนำการประกอบธุรกิจด้านต่างๆ
6. ธุรกิจการค้าส่ง มูลค่าลงทุนรวม 8.96 พันล้านบาท คิดเป็น 2.7% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 92 ราย คิดเป็น 8.5% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจการค้าส่งที่ลงทุน เช่น อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
7. ธุรกิจบริการทางการเงิน มูลค่าลงทุนรวม 7.62 พันล้านบาท คิดเป็น 2.4% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 39 ราย คิดเป็น 3.6% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางการเงิน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล ให้กู้ยืมเงิน รับค้ำประกันหนี้
8. ธุรกิจบริการทางบัญชี มูลค่าลงทุนรวม 4.95 พันล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 19 ราย คิดเป็น 1.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการทางบัญชีส่วนใหญ่เป็นการให้บริการแก่บริษัทในเครือและบริษัทในกลุ่ม
9. ธุรกิจกิจการโรงแรม มูลค่าลงทุนรวม 2.56 พันล้านบาท คิดเป็น 0.8% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 8 ราย คิดเป็น 0.8% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจกิจการโรงแรมซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
10. ธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน มูลค่าลงทุนรวม 1.85 พันล้านบาท คิดเป็น 0.7% ของการลงทุนทั้งหมด และมีจำนวนนักลงทุนรวม 34 ราย คิดเป็น 3.3% ของจำนวนนักลงทุนทั้งหมด ประเภทธุรกิจบริการที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน เช่น บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
“การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเฉพาะด้านคนไทย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ปี 2569 ชาวต่างชาติจะยังคงนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเนื่องจากมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ทั้งนี้ อาจมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ และความยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ และธุรกิจโลกอนาคต เช่น ธุรกิจดิจิทัล (Cloud/Cyber Security) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และส่วนประกอบ สุขภาพและการแพทย์ อาหารและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” อธิบดีพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
ภาพ: Oscar Wong / Getty images


