TISCO เสนอกระทรวงการคลัง ปรับเงื่อนไข TISA ให้เข้าใจง่าย เพิ่มวงเงินลงทุนยกเลิกตัวคูณ ลดหย่อนเต็มจำนวน ดึงกลุ่มกำลังลงทุนสูง ฟื้นสภาพคล่องตลาดหุ้นไทย
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาตลาดทุนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ สภาพคล่องที่หดหาย โดยหากย้อนไป 4 ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นไทยเคยมีมูลค่าการซื้อขาย อยู่ที่ระดับเกือบแสนล้านบาท แต่ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น และในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งมาจากนักลงทุนระยะสั้น
การสานต่อโครงการ TISA จึงเป็นหนึ่งในแนวทาง ที่สามารถแก้ปัญหาสภาพคล่อง ตลาดทุนได้ตรงจุด โดยต้องออกแบบให้สร้างแรงจูงใจในการลงทุน โดยพุ่งเป้าไปยังคนที่มีกำลังซื้อ ไม่หว่านแห เพราะหากพุ่งเป้าไปคนที่ยังไม่มีกำลังซื้อก็ไม่สามารถสร้างแรงกระตุ้นอะไรได้ และต้องให้วงเงินลดหย่อนที่สูงพอ
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของโครงการต้องไม่โฟกัสแค่ทำให้คนไทยมีทางเลือกการออม แต่ต้องช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทย ให้กลับมาเป็นตัวหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง โดยเสนอให้ ปรับเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีใหม่ ดังนี้
ปรับเงื่อนไข TISA ปลุกชีพตลาดหุ้นไทย
1. วงเงินลงทุน 500,000 บาท ต่อปี โดยแยกเป็นวงเงินเฉพาะ ไม่นับรวมอยู่กับวงเงินเดิม เพื่อการเกษียณอายุอย่าง RMF, PVD
2. ในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 300,000 บาท
3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG ไม่ต้องมีตัวคูณที่สร้างความสับสน
4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG
5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก
รัฐบาลสร้างความหวังเศรษฐกิจโต 4% ลุ้น SET แตะ 1,500 จุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ตอบรับเชิงบวกเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียว และมีปริมาณซื้อขายทะลุแสนล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่ 6 กันยายน 2567 นั้น เป็นผลมาจากนักลงทุนเริ่มมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย จากแนวโน้มการเมืองที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายปี หลังพรรคภูมิใจไทยของ อนุทิน ชาญวีรกุล ชนะการเลือกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กวาดคะแนนเสียงเกือบ 200 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
“การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการซื้ออนาคต ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมักเข้ามาซื้อขายหุ้นไทยเป็นครั้งคราวเพื่อเก็งกำไร เพราะไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ แต่วันนี้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง จากรัฐบาลที่มีความมั่นคง มีทีมเศรษฐกิจที่ไม่ต้องเดาว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเป็นทีมเดิมที่รักษาการอยู่แล้ว ทำให้มีความต่อเนื่องของนโยบาย สะท้อนว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอยู่ถึง 4 ปี ทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง”
สำหรับเป้าหมายดัชนี SET ปีนี้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการ ได้ทันที ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาระยะยาวของเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง
4 ปัญหาเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งแก้
ไพบูลย์ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านที่ต้องได้รับการแก้ไข อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อได้แก่
1. ภาระหนี้ระดับสูง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาล และหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ในระดับสูง
2.คนไทยมีเงินออมต่ำ เมื่อมีเงินออมต่ำก็นำมาซึ่งปัญหาภาระหนี้สูง รวมถึงปัญหาสังคมสูงวัย เมื่อคนไทยแก่ตัวไปไม่มีเงินเก็บ
3. รัฐบาลลงทุนต่ำ ที่ผ่านมารัฐบาลมีการลงทุนในเศรษฐกิจไทยน้อยมาก เหมือนขับรถยนต์คันเก่าที่ไม่เคยปรับปรุง วันนี้ต้องกลับมาลงทุนเดินหน้าระบบ BOI Fastpast โดยต้องกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เหมาะกับประเทศ สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง เช่น ยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรกรรม และภาคการผลิตด้วยนวัตกรรม สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
4.ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจที่มีหนี้สูงไปต่อไม่ได้ ถ้าอยากลงทุนอะไรใหม่ๆ จึงต้องใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่
“ถ้าคุณไม่สามารถปลุกตลาดทุนขึ้นมาได้ เศรษฐกิจมีปัญหาแน่นอน เพราะเราจะไม่มีแหล่งเงินทุนระยะยาวที่พร้อมลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
ภาพ: Proxima Studio/Shutterstock


