ตลอด 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา โลกอยู่กับยุคโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ สันติภาพทำให้การค้าข้ามพรมแดนเป็นเรื่องง่าย สงครามอาจมีเป็นระยะ แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่กระทบชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่โดยตรง
แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ราคาน้ำมันโลกเคยพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สงครามรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 และมีผู้เสียชีวิตแตะหลัก 30,000 ถึง 40,000 คนในแต่ละเดือน
เมื่อโลกไม่ปลอดภัย คำถามทางธุรกิจที่เคยถามว่า “ใครผลิตได้ถูกที่สุด” จึงถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่ว่า “ถ้าโดนตัดออกจากระบบ เราจะรอดไหม” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘Security Economy’ หรือเศรษฐกิจแห่งความมั่นคง
ทำไมโลกยุคนี้คนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่ออยู่รอด
Security Economy คือภาวะที่ประเทศและบริษัทระดับโลกยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร ชิปประมวลผล ข้อมูล และอาวุธยุทโธปกรณ์
ลองนึกถึงวิกฤตโควิด-19 เมื่อหน้ากากอนามัยขาดตลาด วัคซีนมาไม่ถึง ไปจนถึงวันที่เครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ผลิตไม่ได้ เพราะชิปหายไปจากระบบ โลกจึงได้เห็นตรงกันว่า การพึ่งพาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจกลายเป็นหายนะในวันที่เกิดวิกฤต
โลกกำลังออกจากยุคที่แข่งกันด้วยประสิทธิภาพสูงสุดและราคาถูกที่สุด เข้าสู่ยุคที่ความมั่นคงกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการเติบโต แนวคิดโลกาภิวัตน์แบบเดิมถูกแทนที่ด้วยนโยบายอย่าง ‘Friend Shoring’ หรือการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่ไว้ใจได้
อุตสาหกรรมไหนกำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่
เมื่อความมั่นคงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า อุตสาหกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน กลับกลายเป็นขุมทรัพย์แห่งทศวรรษใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เสาหลัก ได้แก่
1. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ : มีการคาดการณ์ว่างบประมาณกลาโหมทั่วโลกจะสูงถึง 2.66 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 บริษัทเอกชนอย่าง Palantir ที่ทำซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล มีมูลค่าตลาดพุ่งทะยานกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่งคว้าสัญญามูลค่า 480 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI): AI กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของการทำสงครามและการตัดสินใจ มีรายงานว่าสหรัฐอเมริกาสามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และโจมตีเป้าหมายได้มากถึง 1,000 แห่งภายใน 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม ซึ่งเป็นความเร็วที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากเทคโนโลยี
3. เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (Semiconductor & Infrastructure): ชิปประมวลผลคือคอขวดของอำนาจใหม่ หากไม่มีชิป AI ก็ทำงานไม่ได้ รัฐบาลทั่วโลกจึงต้องทุ่มงบมหาศาลเพื่อสร้างฐานการผลิตชิปและ Data Center ในประเทศของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครมาบีบคอได้ในยามคับขัน
4. ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security): เยอรมนีที่เคยพึ่งพาก๊าซราคาถูกจากรัสเซียต้องเจ็บหนักเมื่อสงครามปะทุ วันนี้จึงเร่งนโยบาย ‘Energy Wende’ มุ่งสู่พลังงานสะอาดและตั้งเป้าคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2045 เปิดทางให้ธุรกิจพลังงานทางเลือกและโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด
5. แร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals): แร่ธาตุเฉพาะทางที่ใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหรือผลิตอุปกรณ์สมาร์ตโฟน กำลังกลายเป็นเดิมพันใหม่ มหาอำนาจต้องแข่งขันกันเร่งลงทุนในเหมืองแร่ทั่วโลก เพื่อการันตีว่าอุตสาหกรรมของตัวเองจะมีวัตถุดิบป้อนอยู่เสมอ
6. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): ปากท้องคือเรื่องใหญ่ที่สุด ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 65% กำลังจัดสรรงบพิเศษ 5 ปี เพื่อนำ AI และหุ่นยนต์มาควบคุมโรงงานปลูกพืชแบบปิด ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งนำเข้าอาหารเกือบ 90% ก็ประกาศเป้าหมาย ’30 by 30′ เพื่อเร่งผลิตอาหารในประเทศให้ได้ 30% ภายในปี 2030 ผ่านนวัตกรรมโปรตีนทางเลือกและการเกษตรแม่นยำ
ประเทศไทย ปรับตัวอย่างไรดี
ท่ามกลางสมรภูมินี้ ประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่แค่ยืนมอง นักเศรษฐศาสตร์อย่าง ดร. สันติธาร เสถียรไทย ได้เสนอ 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
- ประการแรกคือการมองโลกผ่าน ‘ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐกิจ’ ประเทศไทยต้องเลิกแยกเรื่องเศรษฐกิจกับความมั่นคงออกจากกัน ทุกนโยบายการลงทุนต้องมีเลนส์ของความมั่นคงซ้อนทับอยู่เสมอ
- ประการที่สอง ‘ยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน’ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลก แต่คือแต้มต่อที่ทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ในราคาสูงขึ้น และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการแหล่งพลังงานที่เสถียร
- ประการที่สาม ‘วางตัวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น’ ในขณะที่มหาอำนาจกำลังทะเลาะกัน ไทยสามารถวางตัวเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัททั่วโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยง
- ประการสุดท้าย ‘มุ่งเป็นศูนย์กลางอาหารและสุขภาพ’ ด้วยรากฐานด้านการเกษตรและการบริการที่แข็งแกร่ง เราสามารถยกระดับประเทศไปสู่การเป็นแหล่งผลิตอาหารมูลค่าสูง (High Value Food) และเป็นศูนย์กลางธุรกิจสุขภาพและอายุยืน (Wellness & Longevity) ของโลกได้
ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ สำหรับคนที่มองเห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เพราะโลกไม่ได้แค่น่ากลัวขึ้น แต่มันกำลังเปลี่ยนกติกาการเล่นใหม่
‘Security Economy’ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอยู่รอด แต่คือขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจแห่งทศวรรษใหม่


