หลายคนอาจเคยได้ยินคำถามว่า ทำไมต้องลงทุน? แค่ฝากเงินเพื่อรับดอกเบี้ยไม่พอหรือ? ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็มักจะมีหลากหลายข้อไม่ว่าจะเป็น การต่อสู้กับเงินเฟ้อ การใช้เงินต่อเงิน ตลอดจนการช่วยให้สามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้
ทุกคำตอบล้วนถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘เงินเฟ้อ’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม แต่รู้หรือไม่ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 7.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นราคาพลังงานและอาหารที่สูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดันจากค่าครองชีพที่ยังสูงอยู่ ทำให้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2565 เป็น 6.1% (จากเดิม 5.9%)
หากเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งจะอยู่ที่ราว 0.25% ต่อปีแล้วแต่ธนาคาร ไปจนถึงเงินฝากประจำที่จะเริ่มตั้งแต่ 0.47-1.55% ต่อปีแล้วแต่ระยะเวลา ซึ่งหากพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ การที่ดอกเบี้ยเงินฝากมีอัตราน้อยกว่าเงินเฟ้อ นั้นแปลว่าเงินที่มีอยู่ในมือจะมีมูลค่าน้อยลงไป
เรื่องนี้ไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นสิ่งที่คนทั่วไปควรทำคือ การลงทุนเพื่อให้เงินที่มีอยู่สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งหนึ่งในหลากหลายวิธีคือการลงทุนใน ‘หุ้นกู้’ ที่ปีนี้เรียกว่าคึกคักเป็นอย่างมาก จนศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนระยะยาวในปี 2565 จะอยู่ที่กรอบประมาณ 1.10-1.20 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นยอดการออกหุ้นกู้ที่สูงกว่าระดับ 1 ล้านล้านบาทติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องจากที่มีมูลค่าการออกทั้งหมด 1.02 ล้านล้านบาทในปี 2564
ข้อดีของหุ้นกู้มีหลายข้อไม่ว่าจะเป็น การเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่มีลักษณะและอายุคงเหลือใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังสามารถเป็นแหล่งรายได้ประจำเนื่องจากมีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ
แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามเราต้องมองให้รอบด้าน แม้หุ้นกู้จะมีข้อดีแต่ก็ต้องมองความเสี่ยงด้วย เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย คือ โอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อการลงทุนที่คุณลงทุนอยู่ เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีค่าสูงขึ้น จะทำให้ตราสารหนี้มีราคาหรือมูลค่าลดลง เช่น หากคุณลงทุนในหุ้นกู้ที่ได้ดอกเบี้ย 4% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี เงินของคุณจะถูกล็อกอยู่ที่อัตราผลตอบแทน 4% ตลอดระยะเวลา 5 ปี ถ้าเวลาผ่านไปแล้วอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีค่าสูงขึ้น คุณก็จะเสียโอกาสที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ยังมีความเสี่ยงด้านเครดิตคือ โอกาสที่บริษัทที่คุณนำเงินไปลงทุนไม่มีความสามารถในการชำระหนี้คืนได้ ผลที่ตามมาคือ บริษัทอาจไม่ยินยอมที่จะชำระหนี้ต่อ หรืออาจถูกฟ้องล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนของคุณเกิดความเสียหาย คุณอาจจะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ หรือคุณอาจจะสูญเสียเงินต้นทั้งหมดที่คุณลงทุนไปได้
ด้วยเหตุนี้เองแม้หุ้นกู้ดังกล่าวจะได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ในระดับสูงสุดคือ AAA อันมีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารชำระหนี้ได้ตามกำหนด แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรมาการันตีอยู่ดี
ดังนั้นจึงต้องพิจารณาดีๆ หากจะต้องลงทุนอะไรสักอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ‘การลงทุนในสินทรัพย์’ ซึ่งมีข้อดีคือการที่สินทรัพย์สามารถสร้างกระแสเงินสดรับได้ตลอดอายุที่เราถือครอง และราคาของสินทรัพย์นั้นๆ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ทำให้เราไม่ต้องเสียโอกาสจากการลงทุน
หนึ่งในการลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าสนใจในวันนี้คือ ‘The Reserve Sathorn’ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกกับ ‘พฤกษา’ ที่ได้เปิดขายการลงทุนสินทรัพย์ภายใต้แคมเปญ 𝗨𝗡𝗜𝗤𝗨𝗘 𝗟𝗘𝗚𝗔𝗖𝗬 𝗜𝗡𝗩𝗘𝗦𝗧𝗠𝗘𝗡𝗧 ทางเลือกใหม่ของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ตลอด 3 ปี การันตีผู้เช่าพร้อมผลตอบแทน 12%*
ทำไม ‘The Reserve Sathorn’ ถึงน่าสนใจ? คำตอบที่สำคัญที่สุดคือ การการันตีผู้เช่า พร้อมผลตอนแทน 12%* ภายใน 3 ปี หรือมอบอัตราผลตอบแทนแบบสุทธิปีละ 4% (Net Yield) ซึ่งเทียบให้เห็นภาพคือการได้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นกู้ Grade AAA ที่มักจะมีดอกเบี้ยอยู่ที่ราว 3% กว่าๆ
นอกจากผลตอบแทนแล้ว ยังได้เป็นเจ้าของ Masterpiece Collection บนทำเลที่มี Capital Gain อย่างต่อเนื่องใจกลางสาทร-สวนพลู (ราคาประเมินที่ดิน 12 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 36.4%)
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทำเลย่านสาทร เป็นย่านธุรกิจที่แท้จริงแห่งเดียวของกรุงเทพฯ (Real CBD) ที่แวดล้อมไปด้วยแหล่งงาน สถานทูต ใกล้สวนลุมพินี สถานศึกษา โรงพยาบาลชั้นนำ และห้างสรรพสินค้า
อีกทั้งบรรยากาศการอยู่อาศัยในย่านสาทรยังมีความผสมผสานระหว่างความเก่าแก่ดั้งเดิม และความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ที่ดินในย่านสาทรมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงมีความน่าสนใจอย่างมากสำหรับคนที่มองหาคอนโดเพื่อการอยู่อาศัย เพื่อการลงทุน หรือเก็บไว้เป็นทรัพย์สินให้ลูกหลานในอนาคต ที่มีความเป็นส่วนตัวเพียง 134 ครอบครัวเท่านั้น
The Reserve Sathorn ยังมีบริการ Concierge Service 24 ชั่วโมง ที่โครงการมีบริการต่างๆ เราจะได้รับความสะดวกสบายเหมือนเข้าพักโรงแรม 5 ดาว เป็นบริการที่หาแทบไม่ได้ใน Luxury Condo ปัจจุบัน
ด้วยศักยภาพรอบด้านทำให้ The Reserve Sathorn เป็นการลงทุนที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่อาจจะต้องด่วนนิดหน่อย เพราะแคมเปญนี้มีระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 และที่สำคัญคือ จำกัดเพียง 10 สิทธิ์เท่านั้น โดยห้องสำหรับแพ็กเกจนี้เริ่มทุกชั้นราคาเดียว 12.9 ล้าน* พร้อม Furniture Package by Olivia Living*
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1739
Website: https://bit.ly/re2bJuly22
LINE: @thereservecondo l bit.ly/31TXb8v
อ้างอิง: