ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ พิธีสรุปโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน ประจำปี 2569 โดยคาดหวังว่า สื่อและศาลต้องปรับตัวเข้าหากันและเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน โดยไม่อยากให้เกิดการโทษกัน
ประเด็นสำคัญ
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลมีอำนาจมากในบางเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นผู้บริหารที่มีงบประมาณในมือกว่า 3 ล้านล้านบาทเศษเช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีงบประมาณเพียงราว 300 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศาลจะมีอำนาจพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ยื่นเรื่องเข้ามาเป็นคดีเท่านั้น ปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองบางเรื่อง หากไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นคดี ศาลก็ไม่สามารถตัดสินได้
“ไม่ใช่ว่าศาลไม่รู้สึกเดือดร้อน แต่เป็นเพราะไม่มีคดียื่นเข้ามา หากสังคมมีข้อสงสัยเคลือบแคลงการลงโทษบุคคลต่างๆ จำต้องพิจารณาจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ และมีองค์ประกอบคดีอย่างไร”
ประธานศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องการพลเมืองที่รู้เท่าทันทางการเมือง ชาญฉลาด และกล้าหาญ (Active Citizen) พลเมืองต้องรู้วิธีเขียนคำร้องให้เข้าองค์ประกอบคดีและต้องกล้าแสดงตัว ไม่ใช่การเขียนบัตรสนเท่ห์
เปรียบการทำงานตุลาการ เสมือน ‘แพทย์ชำนาญการผ่าตัด’
นครินทร์ยังได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า เมื่ออยู่ศาล การตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F พร้อมระบุว่า ตนเองต้องควบคุมการพูดให้เหมาะสม โดยบางครั้งหากพูดเกินเลยก็จะมีเพื่อนร่วมงานผู้อาวุโสคอยตักเตือน
นอกจากนี้ ศาลยินดีรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยจากนักวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมหรือตักเตือนเมื่อเกิดความผิดพลาด แต่ขอให้กระทำด้วยความสุภาพ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลบังคับใช้อยู่ โดยศาลเคยเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัย 1 ท่านมาพูดคุยทำความเข้าใจในประเด็นนี้จนเป็นที่เข้าใจตรงกันมาแล้ว
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังได้เปรียบเทียบตุลาการกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่าอาจารย์แพทย์มี 2 ประเภท คือ ศาสตราจารย์แพทย์ที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และศาสตราจารย์คลินิกที่ทำการผ่าตัดเป็นประจำแต่ไม่ชอบสอนหนังสือ ซึ่งเมื่อผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด มักจะเชื่อมั่นในฝีมือของศาสตราจารย์คลินิกมากกว่า
เช่นเดียวกับตุลาการที่ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี แตกต่างจากนักวิชาการบางท่านที่อาจสอนหนังสือเก่ง เข้าใจภาพรวมการแพทย์ แต่ขาดความเข้าใจในภาคปฏิบัติ หรืออาจมีความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว
ชี้ความผิดพลาดใหญ่หลวง ‘คดียึดทรัพย์ทักษิณ’
ในช่วงท้าย นครินทร์ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุดตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี ซึ่งระบุว่าช่วงปี 2540 กระทั่งนับการลงคะแนนออกเสียงของตุลาการยังทำไม่ได้ เป็นความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงในคดีวินิจฉัยการยึดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มีผลการลงมติ 4:4:7
โดยตุลาการ 4 เสียงเห็นว่าไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล อีก 4 เสียงเห็นว่าทักษิณมีความผิด และอีก 7 เสียงเห็นว่าทักษิณมีความผิด แต่เมื่อนำ 4 เสียงกับ 4 เสียงมารวมกัน จึงกลายเป็นมติ 8:7 เสียง ซึ่งเป็นความผิดพลาดในการพิจารณาคดี ความเป็นศาลไม่มี หรือมีในระดับต่ำ
สำหรับคดีดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ทักษิณ ชินวัตร ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ จากกรณีซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้และคนขับรถ และส่งต่อคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดตามมาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากผิดจริง ทักษิณต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กระทั่งทักษิณพ้นความผิดด้วยมติ 8:7 เสียงของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544


