วานนี้ (27 มกราคม) สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ พีพีทีวี จัดงาน ดีเบตเลือกตั้ง 2569 เวทีวิสัยทัศน์แห่งชาติ ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยหนึ่งในประเด็นดีเบตที่อยู่ในความสนใจคือการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น ระเบียบโลกถูกท้าทาย มีทั้งกรณีการใช้กำลังบุกเข้าจับกุมผู้นำของประเทศอื่น รวมถึงความพยายามยึดครองดินแดนของชาติอื่นอย่างเปิดเผย ทำให้โลกเข้าสู่ความไม่แน่นอนอย่างสูง สงครามจึงอาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะตัวแทนสถาบันพระปกเกล้า ถามคำถามบนเวทีช่วงท้ายว่า หากโลกเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่ละคนจะวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนระหว่าง 1. เลือกเป็นกลาง 2. เลือกข้าง หรือ 3. ถ่วงดุลอำนาจ เพราะเหตุใด และการตัดสินใจนั้น ประเทศไทยและคนไทยอาจเผชิญกับผลกระทบอย่างไร?
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย ตอบเป็นคนแรก มองว่า หากได้เป็นนายกฯ และอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ไทยควรสร้างคุณค่าท่ามกลางวิกฤตที่เป็นอยู่ และเลือกถ่วงดุลอำนาจ โดยที่ไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะไทยตั้งอยู่ระหว่างกลางของมหาสมุทรใหญ่ และเป็นประตูผ่านเข้าสู่อาเซียน ไทยจึงต้องใช้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ให้เป็นประโยชน์
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า หากเกิดสงครามจริงก็คงหนีไม่พ้นการถูกบีบให้เลือกข้าง แต่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีน ไทยต้องวาง position ให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ดังนั้นจึงเห็นว่าการเจรจาและการวางท่าทีของไทยในยามวิกฤตถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งแคนดิเดตไทยสร้างไทยมั่นใจว่า หากเราคิดแบบนี้ ประเทศไทยและประชาชนจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไทยไม่ควรรอให้เหตุการณ์บานปลาย สิ่งที่สามารถทำได้ทันที หากต้องการถ่วงดุล คือเราต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าเราทำเพียงลำพังไม่ได้ ปัจจุบันมีแนวคิดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับไทยมากที่สุด แนวคิดนี้เกิดจากสงครามการค้าที่ทำให้โลกพูดถึง ‘โลกลบหนึ่ง’ และการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ ทำให้โลกพูดถึง ‘โลกลบสอง’ ความหมายคือประเทศขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ (ใหญ่ไม่เท่ามหาอำนาจสองขั้ว) กำลังมีแนวคิดที่จะจับมือกันเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ทั้งสอง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนจะรีบคุยกับฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ในฐานะที่เป็นประธานอาเซียนปีนี้และปีหน้า เพื่อเร่งผนึกกำลังกันเจรจากับสหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ในการถ่วงดุลกับมหาอำนาจทั้งสอง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกข้าง
อภิสิทธิ์ย้ำว่า การไม่เลือกข้างไม่ใช่การอยู่เฉย แต่ต้องเป็นการทูตเชิงรุกอย่างที่กล่าวไป และต้องร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพราะไทยไม่สามารถทำเรื่องนี้โดยลำพังได้
ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวว่า สงครามในอดีตที่ผ่านมามาจากการสังเคราะห์ขึ้น โดยมีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง คำถามสำคัญคือ ก่อนจะไปถึงจุดที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ไทยจะวางบทบาทตัวเองอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม และถึงแม้หากเกิดสงครามขึ้นมา ไทยจะยืนอยู่ในฝั่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เลือกข้าง
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า โจทย์ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่การเลือกว่าอยู่ข้างไหน และไม่ใช่การตอบว่าเราเป็นกลางแบบนิ่งเฉย แต่เราต้องเลือกอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือการยึดตามคุณค่าสากล อีกสิ่งสำคัญคือ ไทยต้องกำหนดบทบาทให้ถูกต้อง ถึงแม้เป็นการกระทำของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยก็ต้องแสดงท่าทีบนเวทีสากลที่มีกฎกติการะหว่างประเทศ
ช่วงท้ายของคำถามนี้ ณัฐพงษ์ยกคำพูดของทูตพิศาล มาณวพัฒน์ ที่อยู่ในทีมบริหารของพรรคประชาชนมากล่าวว่า การทูตที่สง่างาม เราทำให้เขาโกรธได้ แต่เขาต้องเคารพเรา
ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไทยต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จุดยืนของไทยที่ต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล รวมถึงเพื่อไทย คือ การเป็นผู้สนับสนุนสันติภาพ แต่หากเกิดสงครามขึ้นมา ไทยจะหาโอกาสจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
หัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ไทยมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นครัวโลกด้วย ดังนั้นหากมีสงครามซึ่งจะเกิดภาวะอดอยากขึ้นนั้น เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมส่งออกอาหารได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการแสวงหาโอกาสจากวิกฤตที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนไทย
จุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราต้องเปิดกว้างสำหรับการค้าและการลงทุน ประเทศไทยโอบรับความแตกต่าง แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้งตามพื้นที่ต่างๆ แต่ไทยก็ยังสามารถเจริญเติบโตได้
ด้าน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ มองว่า เราควรยึดโมเดลของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหากเกิดสงครามขึ้นแล้ว ไทยยังต้องเป็นเพื่อนกับทั้งสองฝ่าย แต่ก่อนเกิดสงคราม ไทยก็ต้องเตรียมความพร้อม ซึ่งก็คือการนำไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองขั้วอำนาจ หากเราเก่งเรื่องอาหาร เราก็ไปอยู่ในซัพพลายเชนอาหารของทั้งสหรัฐฯ และจีน ให้เขาเห็นว่า ประเทศนี้โดนทำลายไม่ได้ เพราะหากถูกทำลาย พวกเขาก็จะได้รับผลกระทบด้วย
รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ดี ดังนั้นจึงควรอยู่ให้เพื่อนรักทั้งสองฝ่าย หากเกิดศึกสงคราม ก็ทำอย่างที่บรรพบุรุษไทยเคยทำ เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยรอดมาได้ สงครามโลกครั้งที่ 3 ไทยก็จะรอดเช่นกัน
ขณะที่ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคคนสุดท้ายที่ตอบคำถามนี้ ได้แสดงความกังวลและตั้งคำถามถึงรัฐบาลก่อนๆ ว่า การทำข้อตกลงบางฉบับกับมหาอำนาจบางชาติ อาจทำให้ไทยเสียสมดุลทางยุทธศาสตร์ไปแล้ว ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงชูนโยบายสร้างความสมดุลกับมหาอำนาจขึ้นมาใหม่
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


