น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ
…น้ำมันมีน้อยมืดหน่อยก็ทนเอานิด
เพลง ‘น้ำมันแพง’
สรวง สันติ
…ไอ้อย่างที่สามเลวทรามร้ายกาจ
มันขึ้นพรวดพราด ขึ้นแล้วไม่ลง
ทำไมจึงขึ้น ขึ้นจึงไม่รู้ ได้แต่ยืนดู เห็นขึ้นโจ้งๆ
รู้หรือเปล่าว่า คืออะไร รู้หรือเปล่าว่า คืออะไร
ก็สินค้าเมืองไทย ขึ้นไม่ยอมลง
เพลง ‘ขึ้นๆ ลงๆ’
สรวง สันติ
บทความนี้ อยากขอเริ่มต้นด้วยบทเพลง ‘น้ำมันแพง’ ของสรวง สันติ ซึ่งต้องยอมรับว่า เพลงนี้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานในวันนี้มากที่สุด เพราะทุกครั้งที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาพลังงาน เพลงนี้มักจะถูกนำออกมาขับขานเสมอในยามที่ผู้คนต้องต่อสู้กับราคาพลังงานที่สูงขึ้น
เพลงถูกสร้างสรรออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานรอบที่ 2 ของโลกในปี พ.ศ. 2522 (ปี 1979) ที่สังคมไทยก็ต้องรับผลจากวิกฤตดังกล่าวด้วย เป็นอีกครั้งที่เราเห็นถึง ความขาดแคลนน้ำมันทั้งในเวทีโลก และปัญหาพลังงานในไทยอีกครั้ง
วันนี้ในภาวะวิกฤตพลังงานรอบที่ 4 ในปีปัจจุบัน ภาวะ ‘น้ำมันหมด’ หน้าปั๊มหวนมาเป็นประเด็นในสังคมการเมืองไทยอีกครั้ง จนต้องขอนำเพลง ‘น้ำมันแพง’ มาเป็นจุดเปิดประเด็น
นอกจากเพลง ‘น้ำมันแพง’ แล้ว ขอต่อด้วยเพลง ‘ขึ้นๆ ลงๆ’ ที่หมายถึง การขึ้นของราคาสินค้า ที่ปรับไปกับการขึ้นของราคาน้ำมัน เป็นอีกบทเพลงที่ช่วยชวนให้เราคิดถึงภาวะ ‘น้ำมันแพง-สินค้าแพง’ ที่กำลังเกิดในยุควิกฤตพลังงานปัจจุบัน
[ท่านผู้อ่านลองหาโอกาสฟังทั้ง 2 เพลง เพราะน่าจะเป็นเพลงที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม และในโอกาสนี้ ขอบทเพลงทั้ง 2 เป็นเครื่องรำลึกถึง ‘สรวง สันติ’ (พ.ศ. 2488-2525) ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยอุบัติเหตุรถยนต์]
เปิดประเด็น
อยากขอเสียงท่านผู้อ่านว่า ช่วงสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ใครต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ้างไหม…ใครกลับบ้านกันบ้าง?
ในช่วงเวลาจากเดือนมีนาคม ต่อเข้าเดือนเมษายนของทุกปีนั้น พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน มักจะมีภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน หรือไปต่างจังหวัด ด้วยเป็นช่วงของงานพิธี ‘เชงเม้ง’ …ผมและครอบครัวก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่กลับบ้านต่างจังหวัดเช่นเดียวกับพวกเราหลายครอบครัว
การเดินทางในปีนี้ เหมือนกับทุกๆ ปีที่เราเดินทางกลับบ้านด้วยการเช่ารถตู้ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปบ้านที่จังหวัดพิษณุโลกในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ มี ‘สงครามอิหร่าน’ เป็นตัวเดินเรื่อง และแน่นอนว่า เมื่อเป็นเรื่องของสงครามอิหร่าน การเดินทางย่อมมีนัยกับภาวะด้านพลังงานน้ำมันของประเทศไทย เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซย่อมส่งผลอย่างมากกับชีวิตของโลกพลังงานไทย และส่งผลกับชีวิตของคนไทยอย่างมากด้วย
วันนี้ ทุกคนจึงหวังว่า สงครามจะคลายตัวออกโดยเร็ว เพื่อฮอร์มุซจะได้เปิดเดินเรือตามปกติ แม้เราอาจไม่ค่อยมั่นใจในคำพูดของผู้นำทำเนียบขาว แต่ก็หวังว่า สงครามจะยุติในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าตามที่แถลงไว้ในวันที่ 1 เมษายน…ก็หวังว่า คำกล่าวนี้จะไม่ใช่ ‘คำลวงในเดือนเมษายน’ ที่ทรัมป์จะมาล้อเล่นสนุกๆ ในแบบ ‘April Fool’s Day’ (หัวข่าว CNN ในวันที่ 1 เมษายน 2026: Trump says US could be done with Iran War within 2 to 3 weeks.)
วิกฤตพลังงานโลก
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ การเดินทางของผู้คนในสังคมไทยไม่เคยต้องมีความกังวลกับเรื่อง ‘น้ำมันหมด’ เพราะไม่ว่าจะเกิดสงครามอย่างไรในตะวันออกกลาง น้ำมันก็ยังมีขาย ไม่หมด หรือไม่หายไปจากปั๊มเสียทีเดียว เรายังคงพอหาซื้อน้ำมันใส่รถสำหรับการเดินทางได้ แม้อาจจะมีราคาสูงขึ้น
สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน อาจจะไม่มีความทรงจำมากเท่าใดนักกับวิกฤตพลังงานโลกรอบที่ 1 ในปี พ.ศ. 2516 (ปี 1973) และรอบที่ 2 ในปี พ.ศ. 2522 (ปี 1979) แต่ผู้อาวุโสหลายท่านน่าจะยังพอนึกออกถึงปัญหาในช่วงดังกล่าว และปัญหาวิกฤตพลังงานนำไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล’ ในทั้ง 2 กรณี
แต่คนในสังคมไทยร่วมสมัย อาจจะพอมีความทรงจำกับ ‘วิกฤตพลังงานโลกรอบ 3’ ในช่วงปี พ.ศ. 2545-2546 (ปี 2002-2003) ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเติบโตของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างในกรณีของจีนและอินเดีย ที่ต้องการพลังงานมากขึ้น ประกอบกับการมาของสงครามอิรักครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2546 (ปี 2003) จึงนำไปสู่ความขาดแคลนพลังงานในตลาดโลก
วิกฤตพลังงานรอบที่ 3 ครั้งนั้น ทำสถิติด้วยราคาที่สูงที่สุดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในตลาดโลกคือ 147 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีพ.ศ. 2551 (ปี 2008) แต่ราคานี้ก็ลดลงในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว น้ำมันอาจจะไม่ได้ขาดแคลนในแบบที่หายออกไปจากตลาด เพียงแต่มีราคาที่แพงมากขึ้น
ต่อมา เราอาจจะเห็นวิกฤตพลังงานเล็กๆ แทรกซ้อนเข้ามา อันเป็นผลจากสงครามยูเครน ที่รัสเซียตัดสินใจบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ปี 2022) วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใหญ่ และมีผลกระทบกับรัฐยุโรปโดยตรงมากกว่า ไม่ค่อยมีผลมากกับรัฐในเอเชียเช่นในปัจจุบัน
แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตัดสินใจเปิดการโจมตีอิหร่านในปี พ.ศ. 2568 (ปี 2025) ก็เป็นการโจมตี ‘อย่างจำกัด’ ในระยะเวลาเพียง 12 วัน สถานการณ์ด้านพลังงานดูจะไม่ถูกกระทบมากนัก เพราะการโจมตีทางอากาศเกิดในระยะเวลาสั้นๆ และไม่มีการปิดเส้นทางการขนส่งน้ำมัน
หากโจมตีในปี พ.ศ. 2569 (ปี 2026) นั้น ‘แตกต่างออกไปอย่างมาก’ สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ ซึ่งอิหร่านตอบโต้กลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (The Strait of Hormuz) และยังขยายการโจมตีไปยังแหล่งผลิตน้ำมันและแก๊สธรรมชาติของประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย
การประกาศ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กลายเป็น ‘ไม้ตาย’ ในการตอบโต้กับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะช่องแคบนี้คือ หนึ่งในเส้นทางหลักของการส่งน้ำมันของโลก ที่น้ำมันของโลกประมาณร้อยละ 20 ต้องผ่านออกจากช่องแคบนี้ และประมาณว่าร้อยละ 80 ของน้ำมันนี้ไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะส่งไปยังอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใด ที่สงครามอิหร่านที่นำไปสู่ ‘วิกฤตพลังงานโลกรอบที่ 4’ จะส่งผลกระทบต่อประเทศในเอเชียอย่างมาก และหลายประเทศในเอเชียในช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา เริ่มเห็นถึงการออกมาตรการของภาครัฐในการใช้พลังงาน เพราะสงคราม ‘อาจจะไม่จบเร็ว’ อย่างที่ทุกคนหวัง อีกทั้ง ยังเดาใจผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ว่า ทำเนียบขาวจะประสงค์การสิ้นสุดของสงครามในรูปแบบใด สงครามจึงอาจจะไม่สั้นอย่างที่เราคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม เราอาจเปรียบเทียบได้กับสงครามยูเครน ที่วันนี้สงครามเข้าสู่ปีที่ 5 หรือสงครามในกาซาที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 (ปี 2023) และแม้จะมีการหยุดยิง แต่จนวันนี้ อิสราเอลยังทำการโจมตีเป้าหมายในกาซา ไม่ได้มีนัยว่าการหยุดยิงจะทำให้เกิดการยุติการโจมตีของอิสราเอลแต่อย่างใด
สภาวะของสงครามทั้งในยูเครนและในกาซานั้น เป็นคำตอบในตัวเองว่า สงคราม ‘อาจจะไม่จบลงในระยะเวลาสั้นๆ’ และสำหรับสงครามในอิหร่านนั้น ก็ไม่ชัดเจนว่า จะจบลงเมื่อใด และจบลงในรูปแบบใด ซึ่งความไม่แน่นอนของการยุติสงครามนั้น จะมีผลอย่างมากกับเรื่องของราคาพลังงาน และในกรณีนี้ จะมีผลต่อความขาดแคลนพลังงานด้วย เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่ากับเป็นการตัด ‘เส้นเลือดใหญ่’ ด้านพลังงานของประเทศในเอเชีย
ฉะนั้น ช่องแคบฮอร์มุซจึงมีนัยถึง ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ และ ‘ความอยู่รอดด้านพลังงาน’ ของหลายประเทศในเอเชียคู่ขนานกันไป…อะไรที่เกิดกับความเสรีของการเดินทางผ่านช่องแคบนี้ จะส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจอย่างมาก และการปิดช่องแคบนี้จะสร้างวิกฤตการณ์ให้กับเอเชีย และกับโลกอย่างแน่นอน
ท่ามกลางสถานการณ์สงครามเช่นนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไปด้วย…ประเทศไทยได้รับผลอย่างหนักจากสงครามเป็นลำดับที่ 15 ของโลก เพราะไทยนำเข้าพลังงานเป็นร้อยละ 7 ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก และพลังงานเหล่านี้มาจากอ่าวเปอร์เซีย ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (จีนมีสัดส่วนนำเข้าเพียงร้อยละ 2 ของ GDP) [ข้อมูลจาก ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อในมติชน] ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือ ‘เส้นชีวิต’ ของประเทศไทย
เช่นนี้แล้ว คำถามคือ แล้วเราจะกลับบ้านช่วงเชงเม้ง หรือจะเตรียมตัวกลับบ้านช่วงสงกรานต์กันอย่างไร…การเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดนั้น ไม่ง่ายกับชีวิตอย่างแน่นอน อย่าบอกในทางภูมิรัฐศาสตร์นะครับว่า เราจะกลับไปบ้านนอกเราตามปกติได้ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซเปิด
ชีวิตคนไทยเราในยุคปัจจุบันเข้าไปผูกพันกับ ‘สงครามในเวทีโลก’ อย่างที่เราคิดไม่ถึง และอย่างไม่น่าเชื่อ นับจากนี้ไป เรื่องของพลังงานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในการเมือง และการต่างประเทศของไทย ทั้งยังทำให้ผู้คนในสังคมไทยต้องสนใจติดตามข่าวต่างประเทศอย่างสนใจด้วย
…วันนี้ คนในสังคมไทยติดตามข่าวต่างประเทศ รู้จักทรัมป์ เนทันยาฮู หรือผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่างคาเมเนอี เหมือนกับพวกเราทุกคนลงทะเบียนเป็นนิสิตในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปพร้อมๆ กัน
ถ้าเช่นนั้น ในภาวะเช่นนี้ เราจะเดินทางกลับต่างจังหวัดกันอย่างไร ?
ถนนที่ไร้น้ำมัน
สำหรับผมการกลับบ้านที่พิษณุโลกในปีนี้ โดยมีสงครามอิหร่านเป็นฉากหลังนั้น เป็นความแตกต่างจากปีอื่นๆ อย่างมาก และเป็นการกลับบ้านที่มี ‘ความกังวลใจ’ เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ก่อนเดินทางราว 1 อาทิตย์กว่า ญาติๆ เริ่มส่งสัญญาณว่า น้ำมันดีเซลทางจังหวัดบ้านเรา ทั้งที่พิจิตร และพิษณุโลกทำท่าจะมีปัญหามาก ให้ตัดสินใจว่า จะเดินทางไหม ยิ่งใกล้เวลาเดินทาง น้องๆ บอกว่า ไม่ต้องมาก็ได้ พวกเขาไหว้เชงเม้งกันเองได้
ยิ่งใกล้วันเดินทาง สัญญาณน้ำมันหมดในจังหวัดบ้านผม เริ่มชัดขึ้น มีทั้งญาติและคนรู้จักเล่ามาคล้ายๆ กันว่าปั๊มทางบ้านเรา “ไม่มีน้ำมัน”…ปั๊มในแถวจังหวัดที่บ้าน ก็เริ่มออกอาการคล้ายกันคือ ‘ไม่มีน้ำมันดีเซล
ในวันที่รองนายกฯ แถลงข่าวครั้งแรกว่า ‘น้ำมันไม่หมด’ นั้น ปั๊มทางแถบจังหวัดบ้านผม มีอาการ ‘ขาดน้ำมัน’ กันแล้ว พรรคพวกหลายคนที่รู้จักเดินทางด้วยเส้นทางถนนสายเอเชีย ก็ดูจะเริ่มเห็นอาการไม่แตกต่างกัน หาปั๊มเติมดีเซลไม่ได้
แต่ถ้าฟังจากรองนายกฯ แล้ว เราอาจจะสบายใจว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมัน แต่ข้อมูลที่ฟังจากญาติและคนรู้จักนั้น แตกต่างออกไปอย่างมาก…สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเราแล้ว ปั๊ม ‘ไม่มีน้ำมัน’
ความแตกต่างเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ของผมในสื่อว่า “น้ำมันไม่หมด แต่น้ำมันไม่มี”… น้ำมันจากข้อมูลของรัฐบาลไม่หมด ดังที่เราได้ยินแทบทุกวันจากบทสัมภาษณ์ของฝ่ายการเมืองในช่วงนั้น แต่ในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชน ข้อมูลเชิงประจักษ์คือ ‘น้ำมันไม่มี’ และตามมาด้วยการปิดปั๊มบางจุด ซึ่งทำให้คำพูดของรัฐบาลไม่มีน้ำหนักเท่าใด และทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือคำพูดของรัฐบาล
แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจในแบบวิชาทหาร เราจะสำรองน้ำมันในการเดินทาง…บทเรียนของการรบที่สำคัญหลายจุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สอนชัดว่า การขาดแคลนน้ำมันคือ ‘แพ้’ เพราะหน่วยยานยนต์จะไม่สามารถเข้าทำการรบได้เลย ถ้าไม่มีน้ำมัน และสำหรับผมก็เช่นกัน ถ้าไม่มีน้ำมัน การเดินทางก็ทำไม่ได้ด้วย
เป็นครั้งแรกที่ผมและครอบครัวเดินทางโดยมีถังน้ำมัน 30 ลิตรอยู่ในตอนท้ายของรถตู้ ซึ่งถ้าคิดในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด เหมือนเป็น ‘คาร์บอมบ์’ อีกแบบ
แต่ในอีกด้าน ก็สะท้อนถึงสภาวะ ‘สองนคราน้ำมัน’ ที่พวกเราในกรุงเทพฯ ยังสามารถหาปั๊มเติมน้ำมันเต็มถัง พร้อมกับหาน้ำมันเติมใส่ถังสำรองได้ ในขณะที่ต่างจังหวัด ไม่มีน้ำมันให้เติม และถ้ามี ก็จะเริ่มจำกัดปริมาณการเติม เพราะไม่มีรถน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาส่ง
ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม สถานการณ์น้ำมันดูจะแย่ลงมาก…เราเดินทางในวันที่ 20 พร้อมกับภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ ปั๊มน้ำมันบนสายเอเชียมีแต่ป้ายบอก ‘ไม่มีดีเซล’ และเมื่อแยกเข้าถนนสายตากฟ้า ภาพที่เห็นไม่แตกต่างกัน แต่มีป้าย 2 แบบคือ ไม่มีดีเซล กับ ดีเซลรอการขนส่ง (ผมอดนึกถึง “น้ำรอการระบาย” ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ 555…อารมณ์เดียวกันเลย)
หลายปั๊มบนเส้นทางปิดเลย ตั้งแผงเหล็กขวางหน้าทางเข้า…ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของปั๊มน้ำมันต่างจังหวัด ยุติลงในหลายพื้นที่ ทั้งเด็กปั๊ม คนขายของในปั๊มหายไป ชีวิตชุมชนข้างถนนสายเอเชียหายไป อาจพอเทียบเคียงได้กับช่วงโควิด-19
ว่าที่จริง ก่อนที่ผมจะเดินทางนั้น สถานการณ์น้ำมันในกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองก็เริ่มมีอาการเช่นกันคือ ปั๊มบนถนนราชพฤกษ์ติดป้ายที่ตู้จ่ายดีเซลว่า ‘ไม่มีน้ำมัน’
การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ จึงไม่ใช่ความอภิรมย์ใจแต่อย่างใด แต่เป็นความกังวลมากกว่า เราจะกลับกรุงเทพฯ ได้ไหม เพราะสัญญาณลบเกิด เมื่อพ้นเขตจังหวัดพิจิตร ที่จะเข้าสู่จังหวัดพิษณุโลกนั้น เข็มน้ำมันบอกว่า เราใช้น้ำมันเกินครึ่งถังไปแล้ว ซึ่งแปลว่า เราไม่สามารถเดินทางกลับได้ ถ้าไม่มีน้ำมันสำรอง
กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ผมจึงให้คนขับรถจากกรุงเทพฯ ลองวิ่งหาปั๊มเติมในช่วงเช้าในวันรุ่งขึ้น และตัดสินใจเช่ารถในจังหวัดไปเชงเม้ง และให้รถตู้จากกรุงเทพฯ ลองวนหาที่เติมน้ำมัน คนขับได้น้ำมันในปั๊มที่ 9 และจำกัดการเติมที่ 500 บาทต่อคัน (ประมาณ 15 ลิตรกว่า) และจำกัดมากขึ้นคือ ห้ามเวียนเติมซ้ำ แต่พอตอนบ่าย เขาได้จากปั๊มที่ออกไปนอกเมืองอีก 500 บาท ซึ่งก็ทำให้เรานอนตาหลับบนรถขากลับได้
วิถีการต่อสู้
ในการต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ บางพื้นที่ในจังหวัดทางบ้านผมจึงใช้วิธี ‘แจกบัตรคิว’ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะรับบัตรคิวกันตอนตี 3 หรือ 4 แล้วกลับมานอนบ้าน รอรถน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาเติมให้ปั๊ม หรือบางทีก็จอดรถนอนรอในปั๊มกัน แล้วมาช่วยเรียกกันตอนที่น้ำมันมา
อีกทั้ง ในจังหวัดบ้านผมมีการสร้าง ‘เครือข่ายประชาชน’ คือ จะคอยโทรแจ้งข่าวกันว่า ปั๊มไหนในจังหวัดมีน้ำมัน หรือปั๊มไหนจะมีน้ำมันเข้ามากี่โมง เป็นการประสานความสามัคคีของประชาชนอีกแบบหนึ่ง ผมรู้สึกว่า เครือข่ายเช่นนี้ ยึดแนวทางเดียวกับหน่วยทหารอเมริกันในปฏิบัติการที่โมกาดิชู (หรือภาพยนตร์เรื่อง Blackhawk Down) ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”…พวกเขาจะโทรแจ้งข่าวสารบอกกัน และมีการจัดตั้งศูนย์ประสานการข่าวที่จะคอยรวบรวมข้อมูล และกระจายข้อมูลในชุมชนของตน
การต่อสู้กับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังของคนในจังหวัด ที่ต้องคอยช่วยเหลือกันในวันที่น้ำมันหายไปจากทุกปั๊มในจังหวัดบ้านเรา เห็นชัดเจนว่า ความขาดแคลนน้ำมันในมิติของ ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ เป็นวิกฤตใหญ่ในชีวิตของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ ‘นักวิเคราะห์การเมือง’ แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกตคล้ายกันว่า ‘รัฐบาลน่าจะไปลำบากแล้ว’ เพราะขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ พูดซ้ำๆ ว่า “น้ำมันมี น้ำมันไม่หมด” นั้น แต่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับพบในความเป็นจริงว่า ถ้าปั๊มไม่ปิด ก็ปั๊มไม่มีน้ำมัน และปั๊มไหนที่ไม่มีรถต่อคิวด้านหน้า ปั๊มนั้น ไม่มีน้ำมันแน่นอน
ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลไม่พูดความจริงกับสังคม และหนักขึ้นคือ ผู้คนเชื่อว่า คนในรัฐบาลคือ ผู้รับประโยชน์จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และสิ่งที่หายไปอย่างมากคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ทางการเมืองต่อรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยพยายามสร้างผ่านนายกฯ อนุทินนั้น หายไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเช่นนี้กำลังกลายเป็น ‘วิกฤตศรัทธา’ สำหรับตัวนายกฯ
ในทางการเมือง ปัญหานี้อาจลามเป็นวิกฤตต่อพรรคภูมิใจไทยด้วย โดยเฉพาะในกรณีของรองนายกฯ ที่เป็นนักธุรกิจพลังงาน และตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นรองนายกฯ ที่ ‘นั่งหัวโต๊ะ’ ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของประเทศ
ไม่ว่าปัญหานี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คนในสังคมเชื่อไปแล้วว่า คนในรัฐบาลมี ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ กับตำแหน่งในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน
ในที่สุด ผมเดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 21 พอได้เห็นปั๊มที่มีน้ำมันบ้างในบางจุดบนถนนสายเอเชีย แต่ก็มีรถต่อคิวยาว…อดนึกใจไม่ได้ว่า นี่ขนาดแค่ช่วงต้นของสงครามอิหร่านในสัปดาห์ที่ 3 ไทยก็เจอกับ ‘มหาวิกฤตพลังงาน’ แบบเต็มๆ แล้ว
ฉะนั้น หากสงครามในตะวันออกกลางยกระดับมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ในการบุกอิหร่านด้วยกำลังทางบก ภาวะเช่นนี้ก็จะยิ่งส่งผลให้วิกฤตพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น
อีกทั้ง ถ้าสงครามยังเดินหน้าต่อไปและทอดเวลาออกไปนานขึ้น จะเกิดอะไรกับปัญหาน้ำมันในเอเชีย และประเทศไทยในบริบทพลังงานจะดำรงอยู่อย่างไร แม้ประเทศจะเคยเจอวิกฤตพลังงานมาแล้วเช่นในปี พ.ศ. 2516, 2522 หรือ 2545-2546 แต่หากเปรียบเทียบแล้ว รอบนี้มีความหนักหน่วงกว่ามาก และพร้อมที่จะเปลี่ยนรูปกลายเป็น ‘วิกฤตการเมือง’ ได้อย่างไม่ยากด้วย ดังที่เริ่มเห็นสัญญาณของปัญหาการเมืองที่โถมเข้าหารัฐบาล ทั้งตัวนายกฯ และรองนายกฯ ที่รับผิดชอบ
ความแปรปรวน
แน่นอนว่า มหาวิกฤตชุดนี้ กำลังสร้างความแปรปรวน (Disruption) กับชีวิตของรัฐ และของผู้คนในสังคมไทยอย่างน่ากังวล จนเห็นถึงความสำคัญของ ‘ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน’ ที่ความขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลอย่างรุนแรงกับชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะระบบขนส่งและการเดินทาง แม้จะมีรถไฟฟ้าใช้มากขึ้นในสังคมไทยแล้วก็ตาม
อีกไม่กี่วันถัดมา หลังจากผมกลับมาจากบ้าน ชีวิตของคนไทยดูเหมือนถูกข้าศึกโจมตีตอน 4 ทุ่ม ด้วยการขยับราคาพลังงานทีเดียว 6 บาท สัญญาณของมหาวิกฤตพลังงานมาจริงๆ แล้วกับชีวิตของผู้คน และเรากำลังเห็นภาวะ ‘Disruption’ อีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2563
การขึ้นราคาเช่นนี้ ทำให้ชีวิตทางการเมืองของรัฐบาลเหมือนถูก ‘เขย่า’ อย่างรุนแรง หรือที่ต้องกล่าวว่า นายกฯ อนุทินกำลังได้ ‘ลาภก้อนใหญ่’ ที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกัน ลาภก้อนนี้ก็เป็น ‘ทุกขลาภ’ ที่ท้าทายต่ออนาคตของพรรคภูมิใจไทย และส่งผลอนาคตทางการเมืองของนายกฯ อนุทินอย่างมากด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่จะกลับในเทศกาลเชงเม้งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน (ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลาที่ทำพิธีได้ตามวิธีคิดแบบจีน) คนที่เดินทางในช่วงเวลาเช่นนี้ อาจไม่ต้องเครียดกับภาวะน้ำมันหมดแบบผม แต่ต้องเตรียมใจเครียดกับ ‘ราคาน้ำมันใหม่’ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลก็ขยับตัวขึ้นไปอีก 1.80 บาท แปลว่า น้ำมันดีเซลพ้นราคาในฝันที่เดิมลิตรละไม่เกิน 30 บาท เพิ่มเป็นจำนวนเกิน 40 บาทไปแล้ว
ราคาน้ำมันใหม่ก็คือ สัญญาณในตัวเองที่บ่งชี้ถึงการขึ้นราคาสินค้าต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะพาค่าครองชีพขยับตามไปด้วย
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันใหม่ยังเป็นสัญญาณว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเป็นการกลับบ้านของพี่น้องในต่างจังหวัดที่ ‘โหดร้าย’ เพราะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และที่แย่ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่า น้ำมันจะขึ้นราคาอีกไหมจากที่ลิตรละ 40 บาทเศษ และถ้าขึ้นอีกในวันที่จะกลับบ้านแล้ว การเดินทางจะไม่น่าสนุกเอาเลย
อีกทั้ง เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังสงกรานต์ก็ไม่ได้มีสัญญาณบวกอะไร แต่กลับมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยับตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการ…เสมือนกำลังบอกเราว่า ชีวิตในสังคมไทยหลังสงกรานต์จะเผชิญกับการ ‘Disruption’ จากผลของสงครามมากขึ้น และจะส่งผลให้ ‘ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์’ ในสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความยากจนของคนในสังคม
ในภาวะเช่นนี้ ถ้าหวังว่า สงครามจะจบลงอย่างรวดเร็วแล้ว ก็คงขอให้เตรียม ‘ทำใจ’ ไว้ได้เลย เพราะสงครามใหญ่ในเวทีโลกล้วนไม่ใช่สงครามที่จบลงเร็ว และสงครามอาจเดินหน้าต่อไม่หยุด เพราะผู้นำอิสราเอลยังมีท่าทีที่อยากโจมตีอิหร่านต่อไป
เรื่องราวเช่นนี้ บ่งบอกถึงความผันผวนของโลก ที่มาพร้อมกับวิกฤตพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ และสำคัญคือ ‘วิกฤตชีวิตของผู้คน’ ที่จะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาแบกรับ
กระนั้น ก็อาจมีปัจจัยเชิงบวกเข้ามาสักนิดคือ ทรัมป์ประกาศว่า สงครามอาจจะจบเร็วๆ นี้ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น
ชีวิตหลังสงกรานต์
ในอีกส่วนหนึ่งหลังจากสงกรานต์แล้ว หลายครอบครัวคงจะต้องเตรียมตัวรับกับการมอบตัวเข้าเรียนในภาคการศึกษาใหม่ และการเปิดเทอมของลูกๆ ที่ตามมาด้วยทั้งค่าเทอม ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ พร้อมกับราคาน้ำมันใหม่ และราคาสินค้าใหม่ที่ขยับตัวขึ้น แต่รายได้ไม่ขึ้น…อดคิดเล่นๆ ในแบบประชานิยมไม่ได้ว่า รัฐบาลจะมีโครงการ ‘ค่าเล่าเรียนคนละครึ่งพลัส’ กับภาระการเรียนของลูกๆ พวกเราไหม (555)
ในภาวะเช่นนี้ มหาวิกฤตพลังงานกำลังเป็นข้อสอบสำคัญวิชา ‘การบริหารรัฐกิจ’ ของรัฐบาลในการวางแนวทางให้สังคม เพื่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนในสายตาของสังคม รัฐบาล ‘สอบตก’ วิชานี้…รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการนั้น กำลังถูกท้าทายอย่างมากอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจากผลการสอบในครั้งนี้ และอาการ ‘สอบไม่ผ่าน’ จะเป็นวิกฤตใหญ่ที่มัดตัวนายกฯ และรัฐบาล จนอาจมีนัยกับอนาคตของการเมืองไทยด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า วิกฤตพลังงานรอบที่ 1 (พ.ศ. 2516) และ 2 (พ.ศ. 2522) ล้วนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทั้งสิ้น
หากนายกฯ สามารถแก้ไขหรือทำให้วิกฤตชุดนี้ ลดระดับลงได้จริงแล้ว ท่านนายกฯ จะเป็น ‘รัฐบุรุษพลังงาน’ อย่างแน่นอน…แต่ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลจะอยู่ในสภาพที่ต้องเผชิญกับ ‘มหาวิกฤตศรัทธา’ อย่างน่ากังวลใจ และจะมีนัยกับ ‘ความอยู่รอด’ ของรัฐบาลและตัวนายกฯ ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สุดท้ายนี้ ไม่มีม๊อบอะไรน่ากลัวมากเท่ากับ ‘ม๊อบปากท้อง’ หรือในอีกมุมหนึ่งคือ ‘ม๊อบเศรษฐกิจ’ ที่การลงถนนหมายถึง ‘ความอยู่รอด’ ในชีวิตของมวลชนที่เข้าร่วม…ม๊อบอย่างนี้ไม่กลัวใคร และพร้อมลุย!
แฟ้มภาพ: Getty Images


