หากเปรียบกระบวนการยุติธรรมเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ‘งานสอบสวน’ เปรียบเสมือน ‘ต้นน้ำ’ ที่คอยกลั่นกรองข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานก่อนส่งต่อให้ชั้นอัยการและศาล แต่ท่ามกลางข่าวการลาออก ภาวะป่วยซึมเศร้าของพนักงานสอบสอบสวนที่บางรายร้ายแรงถึงชีวิต
คำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยคือ เกิดอะไรขึ้นกับพนักงานสอบสวนไทย? และทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงต้องพยายามอย่างหนักที่จะรื้อและปฏิรูป ระบบนี้ใหม่ทั้งหมด
รอยร้าวที่ต้นน้ำ เมื่อคนทำงานแบกรับภาระจนถึงขีดสุด
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ตร. ไม่สามารถปล่อยระบบพนักงานสอบสวนไว้แบบเดิมได้อีกต่อไป มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมฝังลึกและสร้างภาวะสมองไหลอย่างหนัก
งานล้นมือ-คนขาดแคลน: ปริมาณคดีอาชญากรรมที่ซับซ้อนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่จำนวนพนักงานสอบสวนกลับสวนทาง หลายสถานีตำรวจอยู่ในภาวะขาดแคลนอย่างหนัก พนักงานสอบสวน 1 คนต้องแบกรับคดีจำนวนมหาศาลจนเกินขีดจำกัดของคนที่จะทำได้อย่างละเอียดรอบคอบ
วิกฤตตำแหน่งควบ และการสูญเสียเส้นทางเติบโต: ในอดีต พนักงานสอบสวนเคยมีระบบ ตำแหน่งควบหรือการปรับระดับชั้นยศได้ในตัวเอง (แท่งพนักงานสอบสวน) ซึ่งเป็นระบบเลื่อนไหล ที่อนุญาตให้คนทำงานโตในสายวิชาชีพของตัวเองได้ ได้เลื่อนยศตามอายุงานและผลงานโดยไม่ต้องไปรอแย่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานี แต่คำสั่ง คสช. ที่ 7/2559 ได้ยกเลิกระบบนี้ไป ทำให้พนักงานสอบสวนถูกดองยศ ขาดความก้าวหน้า คนเก่งๆ จึงขอย้ายสายงาน หรือลาออก ทิ้งให้ระบบขาดแคลนบุคลากรคุณภาพ
ระบบที่บังคับให้ควักเนื้อ: เป็นเรื่องตลกร้ายที่สะท้อนความบิดเบี้ยว เมื่อพนักงานสอบสวนจำนวนมากต้องใช้เงินส่วนตัวในการทำงาน ตั้งแต่ค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าเดินทางไปที่เกิดเหตุ เนื่องจากงบประมาณสนับสนุนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
แรงกดดันและการแทรกแซง: โครงสร้างตำรวจที่อิงระบบชั้นยศ ทำให้พนักงานสอบสวนขาดความเป็นอิสระ บ่อยครั้งอาจเผชิญการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ประกอบกับความเครียดทางกฎหมายที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง (ม.157) หากทำสำนวนผิดพลาด ทำให้สถิติปัญหาสุขภาพจิตของตำรวจสายนี้พุ่งสูงขึ้น
ผลลัพธ์จากรอยร้าวเหล่านี้ ไม่ได้ตกอยู่แค่กับตัวตำรวจ แต่กระทบชิ่งไปถึงประชาชน ที่ต้องเผชิญกับคดีที่ล่าช้า และสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 การผ่าตัดใหญ่เพื่อคืนชีวิตให้ต้นน้ำ
เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตดังกล่าว พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (ฉบับล่าสุด) จึงได้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่ว และวางโครงสร้างใหม่ โดยมีหมุดหมายสำคัญ ได้แก่:
1. คืนเส้นทางเติบโต: กฎหมายใหม่แยกกลุ่มสายงานสืบสวนสอบสวน ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อนำหลักการที่คล้ายกับระบบตำแหน่งควบกลับมาใช้ พนักงานสอบสวนสามารถเติบโตและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้นตามผลงานและอายุงานในสายวิชาชีพของตนเองได้ โดยไม่ต้องข้ามไปแข่งกับสายงานอื่น
2. การันตีความเป็นอิสระ: กฎหมายระบุชัดเจนว่าพนักงานสอบสวนต้องมีอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานและการทำความเห็นทางคดี ผู้บังคับบัญชาจะสั่งการให้บิดเบือนข้อเท็จจริงไม่ได้ เพื่อปกป้องคนทำงานและรักษาความยุติธรรม
3. เพิ่มค่าตอบแทนและทรัพยากร: กำหนดให้มีเงินเพิ่มพิเศษ ตามความเสี่ยงและภาระงาน พร้อมวางแนวทางให้ต้นสังกัดต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำคดีอย่างเพียงพอ เพื่อยุติวัฒนธรรมการควักกระเป๋าตัวเอง
4. ลดภาระด้วยผู้ช่วยพนักงานสอบสวน : นำแนวคิดการจัดหาผู้ช่วยเข้ามาดูแลงานธุรการและเอกสาร เพื่อให้พนักงานสอบสวนตัวจริงได้ใช้เวลาวิเคราะห์รูปคดีและลงพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
การรื้อระบบพนักงานสอบสวนจึงไม่ใช่เพื่อการเอาใจใส่สวัสดิการของตำรวจเพียงอย่างเดียว แต่คือการกอบกู้ระบบยุติธรรมขั้นต้น ของประเทศให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม แม้ พ.ร.บ. ฉบับใหม่จะวาดโครงสร้างในกระดาษไว้อย่างตรงจุด แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำไปปฏิบัติ สังคมยังคงต้องจับตาดูว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสามารถผลักดันกฎระเบียบย่อย จัดสรรงบประมาณ และเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นี้ได้รวดเร็วเพียงใด เพราะตราบใดที่ต้นน้ำยังขุ่นมัว กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบก็ยากที่จะใสสะอาดได้จริง


