×

จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569

21.03.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความหัวข้อข่าววิกฤตน้ำมันปี 2569 พร้อมแฮชแท็ก #น้ำมันหมด และ #จอดตาย และตัวเลข 103 ล้านเอนเกจเมนต์

สถานการณ์ ‘วิกฤตน้ำมันดิบโลก’ ในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างหนัก โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่าประเด็นวิกฤตน้ำมันบนโลกออนไลน์สร้างการมีส่วนร่วมสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จากข้อความทั้งหมด 314,168 ข้อความ

 

เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มพบว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีสัดส่วนข้อความถึง 65.46% และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 36 ล้านครั้ง ตามมาด้วย YouTube ที่เน้นคอนเทนต์วิดีโอวิเคราะห์เชิงลึก

 

ในขณะที่ TikTok แม้จะมีจำนวนข้อความน้อยกว่า แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงสุดทะลุ 50 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังในการกระจายกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อวิกฤตครั้งนี้

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถสรุป 5 ประเด็นหลักที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจและพูดถึงอย่างกว้างขวาง ดังนี้:

 

1.ความกังวลต่อสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ (29,895,625 เอนเกจเมนต์)

 

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้มาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตีศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวสารเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘ยืดเยื้อ’ และ ‘เครียด’ ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ประชาชนเริ่มกังวลว่านี่อาจลุกลามเป็น ‘สงครามโลก’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

 

ความกลัวนี้ได้จุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันข้ามคืนในหลายพื้นที่ ภาพรถยนต์และชาวบ้านที่นำแกลลอนมาต่อคิวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตระหนก จนบางสถานีบริการน้ำมันต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายว่า ‘น้ำมันหมด’ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

2. ภาวะน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตศรัทธาต่อการสื่อสารของรัฐ(20,727,301 เอนเกจเมนต์)

 

ช่วงกลางเดือนมีนาคม ประเด็นภาวะน้ำมันขาดแคลนถูกพูดถึงอย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่สะท้อนความกังวลของประชาชน แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าไทยมี ‘น้ำมันสำรอง’ เพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน และขอร้องไม่ให้กักตุน

 

แต่บทสนทนาในโลกออนไลน์กลับเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความกังวลว่าน้ำมันอาจถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง

 

3. เสียงสะท้อนความสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ (10,767,829 เอนเกจเมนต์)

 

เอนเกจเมนต์กว่า 10 ล้านครั้งสะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน ผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #เครียด #ท้อ และ #เดือดร้อน ประเด็นหลักคือการเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกับรายได้ที่คงที่

 

โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ที่ต้นทุนน้ำมันกัดกินกำไรจนไม่เหลือ จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน หรือของแพง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

 

4. การเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน (4,579,359 เอนเกจเมนต์)

 

ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการระยะสั้น เช่น “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม

 

ในขณะที่ภาคขนส่งและเกษตรกรรมก็ผลักดันให้มีการสนับสนุนน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ยังลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอีกด้วย

 

5. พลังงานทางเลือก ทางรอดที่เป็นไปได้ยากสำหรับคนหมู่มาก (1,518,225 เอนเกจเมนต์)

 

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ‘พลังงานทางเลือก’ จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดแผงโซลาร์เซลล์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อจำกัดเรื่องต้นทุนเริ่มต้นที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม

 

นอกเหนือจาก 5 ประเด็นหลักแล้ว นโยบาย ‘Work From Home’ (WFH) แบบ 100% สำหรับหน่วยงานราชการก็ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนได้เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวันผ่านแฮชแท็กอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว พร้อมเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories