ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง รัฐบาลไทยและภาคเอกชนได้บูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการดูแลความปลอดภัยของคนไทย ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการมองหา ‘โอกาสทอง’ ในวิกฤตครั้งนี้
วันนี้ (2 มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงเช้า และการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในเชิงรุกในช่วงบ่าย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนที่สุดในภูมิภาค ก่อนที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันแถลงข่าว สรุปการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ดังนี้
นายกฯ มั่นใจรับมือได้ พลังงานสำรองพร้อม-เร่งดูแลคนไทย
อนุทินยืนยันว่าแม้สถานการณ์จะมีความไม่แน่นอนและส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันโลกบ้าง แต่ไทยได้เตรียมแผนรับมือไว้รอบด้าน โดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงานที่มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในระดับที่ควบคุมได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง พร้อมย้ำว่าในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งรัฐบาลจะพยายามดึงศักยภาพของไทยออกมาให้มากที่สุด
ในด้านความปลอดภัย นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเตรียมพร้อมแผนอพยพคนไทย โดยเฉพาะในอิหร่าน หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรง รัฐบาลพร้อมจัดอากาศยานไปรับตัวกลับทันที แต่หากใครยังประสงค์จะพำนักต่อ สถานทูตฯ จะอำนวยความสะดวกในการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
คลังกาง 5 ช่องทางผลกระทบ พร้อมคว้าโอกาสดึงการลงทุน-การแพทย์
เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่ พลังงาน การค้า ท่องเที่ยว ตลาดเงิน และแรงงาน โดยชี้ว่าผลกระทบทางตรงยังมีจำกัด เนื่องจากไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 60 วัน และตลาดส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% อย่างไรก็ตาม ต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางอ้อมอย่างค่าระวางเรือและต้นทุนขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสจากการที่ไทยวางตัวเป็นกลาง ซึ่งจะกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์และอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยในระดับโลก เพื่อรองรับกลุ่มทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้งมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระทรวงการต่างประเทศ เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน เตรียมแผนอพยพทางบก-อากาศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความห่วงใยต่อคนไทยในตะวันออกกลางที่มีกว่า 100,000 คน โดยเฉพาะในอิหร่านที่มีประมาณ 200-300 คน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริเวณชายแดนอิหร่าน-ตุรกี เพื่อเตรียมพร้อมอพยพทางบกกรณีเส้นทางอากาศถูกปิด
ปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 40 คนแจ้งความประสงค์ขอเดินทางกลับ ซึ่งกระทรวงฯ กำลังเร่งอำนวยความสะดวกผ่านสายการบินพาณิชย์ และพร้อมยกระดับเป็นเที่ยวบินพิเศษหากจำเป็น โดยเป้าหมายหลักคือการรักษาชีวิตคนไทยและผลักดันการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูต
พาณิชย์ คลอด 6 มาตรการเหล็ก คุมราคาสินค้า-ตั้งศูนย์สายด่วน 1169
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่าผลกระทบต่อการค้าโดยตรงยังมีวงจำกัด แต่ต้องระวังการขนส่งสินค้าไปยุโรปที่อาจต้องเดินเรืออ้อมเส้นทางเดิม จึงได้ประกาศ 6 มาตรการเข้มงวด ทั้งการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา และการหาแหล่งวัตถุดิบสำรองร่วมกับภาคเอกชน
นอกจากนี้ ยังเปิดศูนย์เฉพาะกิจให้คำปรึกษาผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง และสั่งการให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนอย่างใกล้ชิด
กระทรวงแรงงานเฝ้าระวัง 6 หมื่นแรงงานในอิสราเอล-อิหร่าน
ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแรงงานไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในอิสราเอลเกือบ 60,000 ราย ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีผู้ขอเดินทางกลับไม่ถึง 20 ราย เนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลยังดูแลความปลอดภัยได้ดี
อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ได้เตรียมแผนรองรับหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยมีทูตแรงงานประจำตะวันออกกลางคอยประสานงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหากแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศไทยอย่างกะทันหัน
คมนาคมดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง เร่งปรับเส้นทางเดินอากาศ
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยตัวเลขเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกกว่า 135 เที่ยวบิน ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารหมื่นกว่าราย ซึ่งสายการบินได้เข้ามารับผิดชอบค่าที่พักและอาหารทั้งหมดแล้ว พร้อมสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดหาเส้นทางเดินอากาศใหม่เพื่อเลี่ยงพื้นที่สู้รบ
ในด้านการท่องเที่ยว คาดว่าผลกระทบจะมีไม่มากเนื่องจากอยู่ในช่วงเดือนถือศีลอด ซึ่งนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว โดยกระทรวงฯ จะเร่งบริหารจัดการระบบขนส่งเพื่อให้การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยยังคงดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก
กกร. ชูไทย ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย’ ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยืนยันความเชื่อมั่นด้านพลังงานว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอแม้จะได้รับผลกระทบจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยมองว่าเหตุการณ์นี้คือโอกาสในการส่งเสริมยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารไปยังกลุ่มประเทศ GCC ทั้ง 6 ประเทศ
กกร. ตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘สวิตเซอร์แลนด์แห่งการลงทุน’ ของภูมิภาค เนื่องจากจุดยืนความเป็นมิตรประเทศของไทยจะดึงดูดการย้ายฐานผลิตในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในวันที่ 6 มีนาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
หอการค้าวอนรัฐเร่งแก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน รองรับการเติบโต
ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าฯ ชี้ว่าความไม่สงบจะทำให้ไทยกลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่เศรษฐีอาหรับจะหันมาเลือกใช้เป็นศูนย์กลางสุขภาพและท่องเที่ยวแทนยุโรป แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดแคลนแรงงานที่อาจทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจชะงัก
หอการค้าฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งต่ออายุ MOU แรงงานกัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อรองรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เกษตร และการผลิต หากแก้ปัญหาแรงงานไม่ได้ ไทยอาจเสียโอกาสในการรองรับการย้ายฐานการผลิตที่กำลังจะเกิดขึ้น
สภาพัฒน์ประเมิน GDP ไทยปี 68 ยังโตได้ แม้เจอศึกหนัก
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยหากสถานการณ์จบใน 1 เดือน GDP มีโอกาสขยายตัวได้ที่ 1.6% (จากเดิม 2%) แต่หากยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งถึง 125 เหรียญ GDP อาจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.3% อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังมีความแข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้


