อัตราเงินเฟ้อไทยมีนาคม 2569 ติดลบ 12 เดือนติด ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม! กระทรวงพาณิชย์คาดอัตราเงินเฟ้อเดือนหน้าจ่อดีดกลับมาเป็นบวก โดยอาจทะลุ 2% ในเม.ย. พร้อมปรับขึ้นคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 เป็น 2.0% (ค่ากลาง) ขณะที่ KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปีนี้อยู่ที่ 3.4% ชี้สาเหตุที่ต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 มาจากบริบทเศรษฐกิจไทยมีความต่างกัน
วันนี้ (7 เมษายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลง 0.08%YoY นับเป็นการติดลบเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมนับว่า ติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ติดลบถึง -0.88%YoY
นันทพงษ์กล่าวต่อว่า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น แต่สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อไทยยัง ‘ติดลบ’ เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก
- รัฐมีมาตรการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งยังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
- สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิมจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคามากนักในเดือนมีนาคม โดยราคาสินค้าต่างๆ เริ่มประกาศปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.57% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่สูงขึ้น 0.56% YoY
ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกของปี 2569 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 ติดลบ 0.54% YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ลดลง 0.16% QoQ
เตรียมรับมือ! ตั้งแต่เดือนหน้า เงินเฟ้อจ่อดีดแตะ 2%
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นันทพงษ์คาดว่า จะกลับมาเป็นบวกอย่างมี ‘นัยสำคัญ’ และน่าจะเป็นช่วงเงินเฟ้อสูงสุดของปี โดยตั้งแต่เดือนเมษายนอาจเห็นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปแตะระดับเกิน 2%
โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันระดับราคาให้ปรับสูงขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่
{{LISTSTART}}ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น{{LISTITEM}}ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง {{LISTITEM}}ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTITEM}}ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ {{LISTITEM}}แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTEND}}
อย่างไรก็ตาม อาจยังมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงอยู่บ้าง ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ (1) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า (2) ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ
ราคาน้ำมันพุ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างไร
นันทพงษ์อธิบายต่อเกี่ยวกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ราคาพลังงานมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้ออยู่ ประมาณ 7% โดยน้ำมันดีเซลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดพลังงาน โดยมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อ 2.58% ส่วนเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 มีน้ำหนักอยู่ที่ 0.15% 2.3% 1.64% และ 0.4% ตามลำดับ
โดยตามการคำนวณของกระทรวงพาณิชย์พบว่า การขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทจะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.075% ส่วนการขึ้นราคาทุก 1 บาทของน้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.003% 0.10% 0.046% และ 0.012% ตามลำดับ

นันทพงษ์ยังยกตัวอย่างฉากทัศน์ หากราคาน้ำมันในเดือนเมษายน 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ ‘ปัจจุบัน’ (ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 ได้แก่ ดีเซลอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.58 บาทต่อลิตร และ E20 38.95 บาทต่อลิตร) ‘ไปตลอดทั้งเดือน’ จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 2.14%

เปิด 2 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์
นันทพงษ์กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เป็นระหว่าง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) พร้อมแบ่งการประเมินเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ทิศทางราคาน้ำมัน และ ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง
โดยกรณีที่ 1: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 1.5 – 2.5%
- สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นปรับตัวลดลง
- โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
- ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 33.90 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
- ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.90 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย เดือนก.ย.-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)
- อาหารจานเดียวปรับขึ้น 3%
กรณีที่ 2: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 2.5 – 3.5%
- เป็นกรณีที่สถานการณ์ลากยาว โดยราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างยืดเยื้อ กินเวลาประมาณ 3 เดือน
- โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
- ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 35.78 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
- ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.93 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)

KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปี 3.4% ยังต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเหตุบริบทเศรษฐกิจไทยต่างกัน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาด ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% จากราคาพลังงานในประเทศที่ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น
โดย KResearch ยังมองว่าราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนเม.ย. มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 52.5 บาทต่อลิตร และทั้งปี 2569 ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูง และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น (second-round effect)
อย่างไรก็ดี แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะไม่เร่งตัวไปสูงถึงระดับสูงสุด 7.9% YoY ในช่วงเดือนส.ค. 2565 เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัว ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงคาดว่าแรงส่งจากผลกระทบทางอ้อมอาจไม่มากเท่า

