×

‘น้ำมันแพง-ของขาด-สงครามเดือด’ รัฐบาลกำลังใช้กลไกอะไรจัดการ

โดย THE STANDARD TEAM
24.03.2026
  • LOADING...
ภาพแสดงกลไกการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมัน ของขาด และสงคราม โดยรัฐบาล

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังร้อนระอุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คลื่นความสั่นสะเทือนได้ซัดโถมเข้าสู่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามที่อยู่ในใจของประชาชนทุกคนในขณะนี้คือ “น้ำมันจะขาดแคลนไหม?”, “ค่าไฟจะแพงขึ้นเท่าไหร่?” และ “ของกินของใช้จะขึ้นราคาอีกหรือไม่?”
 
 

 
แม้การตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลกำลังงัดกลไกอะไรออกมา เพื่อแก้ปัญหาไม่ตื่นแตกตื่น
 
 

กลไก Dashboard ตอบโจทย์ปัญหากักตุนน้ำมันหรือไม่

 

ความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันหมดปั๊มคือปัจจัยแรกที่สร้างความสั่นคลอน และเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะตอบได้ว่าน้ำมันสำรองจะเพียงพอถึงเมื่อไหร่ ปัจจัยส่วนหนึ่งจากวิกฤตพลังงานมีความผันผวนสูง ทั้งจากกลไกตลาดโลก การกักตุนน้ำมัน และความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมการใช้ภายในประเทศวันละ 67 ล้านลิตร พุ่งเป็น 82-84 ล้านลิตร

 
สิ่งที่ทำได้เพียงย้ำว่า ‘น้ำมันมีพอ’ แต่ไม่สามารถระบุวันสิ้นสุดได้ชัดเจน โดยรัฐบาลพยายามนำกลไกการบริหารจัดการอุปทานและเทคโนโลยี เข้ามาจัดการตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค

 
วันนี้ (24 มีนาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้โรงกลั่นทั้ง 5 แห่ง กำลังเร่งกำลังการผลิตเต็มที่ (ขยายได้ไม่เกิน 10% จากฐาน 175 ล้านลิตรต่อวัน) โดย ปตท. และบางจาก เพิ่มกำลังการผลิตไปแล้ว 9%

 
กลยุทธ์สำคัญคือการกระจายน้ำมันไปยังจ๊อบเบอร์ (Jobber-ผู้ค้าส่ง) เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่เข้ามาแย่งเติมน้ำมันในสถานีบริการของประชาชนทั่วไป จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

 
ส่วนทำไมไทยยังต้องส่งออกน้ำมันให้เพื่อนบ้านในยามวิกฤต ดนุชาได้ให้คำตอบที่สะท้อนถึง กลไกพึ่งพาอาศัยทางพลังงานระดับภูมิภาค ว่า “ไทยจำกัดการส่งน้ำมันไปยังลาวกับเมียนมาเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ต้องส่งไปลาว เนื่องจากไทยยังมีความผูกพันในเรื่องพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้จากลาว ส่วนเมียนมาส่งไป 3 แสนกว่าลิตร เนื่องจากจำเป็นต้องไปใช้ในแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ และจะถูกส่งเข้ามาที่โรงไฟฟ้าราชบุรี เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคกลางและภาคใต้”

 
ไม่เพียงเร่งการผลิต เพื่อทำให้มีปริมาณน้ำมันในระบบมากขึ้น ก่อนหน้านี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งด่วนให้งดเว้นการเก็บน้ำมันสำรองที่เดิมจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3% โดยให้คงไว้ที่ 1% ตามเดิม เพื่อนำน้ำมันสำรองส่วนนี้ทุ่มเข้าสู่ตลาดให้เพียงพอต่อความต้องการ

 
“ภายในสัปดาห์นี้ พวกเราคงจะได้เห็นว่าไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ทางโรงกลั่นต่างๆ ก็พยายามที่จะกลั่นให้ได้ที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจจะกลั่นเกินกว่า 100% เพื่อปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 ไปบรรเทาและผ่อนคลายให้ผู้ใช้” พิพัฒน์กล่าว

 
แม้รัฐบาลจะพยายามสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความตื่นตระหนก แต่ในความเป็นจริง เมื่อมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน ประชาชนย่อมตอบสนองด้วยการต่อคิวเติมน้ำมันเพื่อรักษาสภาพคล่องในกระเป๋า

 
รัฐบาลจึงเตรียมนำระบบ Dashboard มาใช้รายงานข้อมูลเส้นทางน้ำมันแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่โรงกลั่นจนถึงสถานีบริการที่จะเปิดให้ดูในช่วงเย็นวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ เพื่อความโปร่งใสและลดความกังวลใจ ซึ่งคงต้องพิสูจน์กันต่อไปว่า เทคโนโลยีนี้ควบคู่กับมาตรการทางกฎหมายจะช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมการกักตุนและบรรเทาความตื่นตระหนกได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
 
 

กลไกสลับเชื้อเพลิงตรึงค่าไฟช่วงวิกฤต

 

เมื่อหันมามองต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘ของขาด’ แต่อยู่ที่ ‘ราคาพุ่ง’ พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อธิบายว่า ความขัดแย้งทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว พุ่งทะยานจาก 10 เหรียญต่อล้านบีทียู เป็น 25 เหรียญ (เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า)

 
ประกอบกับช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนของประเทศไทย มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการทั้งในด้านปริมาณ และราคาอย่างรอบคอบ แม้จะไม่มีความเสี่ยงเรื่องการขนส่ง เนื่องจากแหล่ง LNG กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ทั้งออสเตรเลีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกา

 
กลไกที่รัฐบาลและ กกพ. นำมาใช้รับมือ คือ กลไกความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า แทนที่จะยอมซื้อ LNG ราคาแพงหูฉี่ รัฐบาลเลือกที่จะสั่งเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังงานน้ำ และก๊าซในอ่าวไทยแทน ซึ่งผลลัพธ์ในเดือนมีนาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่าสามารถลดการนำเข้า LNG ลงได้ถึงร้อยละ 70 ของ 1 ลำเรือ

 
โฆษก กกพ. ย้ำว่า สามารถรองรับสถานการณ์ที่มีความผันผวนในครั้งนี้ได้ รวมถึงได้ปรับแผนการเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และกำกับดูแลต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และภาคเศรษฐกิจให้มากที่สุด
 
 

กลไกควบคุมราคา vs ต้นทุนที่แท้จริง

 

เรื่องที่กระทบปากท้องและคะแนนนิยมทางการเมืองของรัฐบาลมากที่สุด หนีไม่พ้นเรื่อง ‘ราคาสินค้า’ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานหลักกำลังงัดกลไกแทรกแซงตลาดทางกฎหมายมาใช้ขั้นเด็ดขาด

 
มีการเตรียมเสนอให้ ‘เม็ดพลาสติกและน้ำดื่มบรรจุขวด’ เป็นสินค้าควบคุม 59 รายการ และยกระดับสินค้าจำเป็น อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำปลา สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน เม็ดพลาสติก จากเดิมที่แค่แจ้งเปลี่ยนราคา เปลี่ยนเป็น ‘ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง’ โดยวันที่ 25 มีนาคมนี้จะยกระดับเป็น 71 รายการ

 
พร้อมกับผุดแคมเปญไทยช่วยไทย ดันสินค้า House Brand และผู้ส่งค้าปลีกออกมาเป็นทางเลือกกระจายสินค้าไปทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงมาตรการธงฟ้ากระจายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศต่อเนื่อง 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม-สิงหาคม

 
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริงของภาคธุรกิจ ต้นทุนกำลังวิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ข้อมูลเพิ่มเติมจากการหารือระหว่างอธิบดีกรมการค้าภายในกับ 9 ค่ายผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ สะท้อนภาพที่น่ากังวลว่า ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอาจพุ่งทะลุ 120-150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สต็อกเม็ดพลาสติกในประเทศอาจหมดลงในเดือนเมษายนนี้ ขณะที่ราคาบรรจุภัณฑ์นำเข้าจากจีนพุ่งขึ้นกิโลกรัมละ 10-15 บาท และกลุ่มเคมีภัณฑ์ราคาพุ่งไปแล้วเฉลี่ย 40%

 
เมื่อสินค้าหลายชนิดต้องใช้พลาสติก การขยับราคาขึ้นจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

 
ความตึงเครียดระหว่าง ‘กลไกการเมืองที่ต้องการกดราคา’ กับ ‘กลไกตลาดที่ต้นทุนพุ่งกระฉูด’ นำมาซึ่งความสับสน สินค้าคลาสสิกที่สุดคือกรณีของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ดัชนีชี้วัดความอยู่รอดของคนไทย

 
เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ท่านหนึ่งอภิปรายว่า มาม่ากำลังจะปรับขึ้นราคา ร้อนถึง พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ต้องออกมาโพสต์ระบุว่า “อะไรคือข่าวมาม่าเตรียมขึ้นราคา ทางนี้ยังไม่เห็นจะรู้เรื่อง ในสภาไปเอาที่ไหนมาพูด อันนี้ไม่ทราบได้”

 
การแบกรับต้นทุนของผู้ผลิตที่ยังคาดการณ์ตอนจบไม่ได้ จะนำไปสู่ภาวะของขาดชั้นวาง หรือการดันราคาให้สูงขึ้นอย่างที่ภาคประชาชนและภาครัฐกังวลหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการจัดการของภาครัฐในเวลานี้
 
 

รัฐบาลกำลังซื้อเวลา หรือ กำลังแก้ปัญหาที่ต้นตอ

 

ปัจจัยทางการเมืองบังคับให้รัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ความตระหนกลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Dashboard เช็กสต็อกน้ำมัน, การลดพึ่งพา LNG นำเข้า, การงัดกฎหมายคุมราคาสินค้าขั้นเด็ดขาด ไปจนถึงการเร่งอพยพคนไทยกว่า 1,483 ชีวิตออกจากตะวันออกกลางตามการแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ

 
กลไกทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังใช้กลไกการตั้งรับและบริหารความเสี่ยงระยะสั้น เพื่อลดแรงกระแทกให้เบาที่สุด

 
แต่คำตอบสูงสุดที่เรากำลังตามหาร่วมกันในฐานะประชาชน คือ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หวังไว้ว่าอิหร่านจะชะลอการโจมตี 5 วันนั้นไม่เป็นความจริง และสงครามยืดเยื้อข้ามปี ประเทศไทยจะมีกลไกเชิงโครงสร้าง (เช่น การปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว หรือ การเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านวัตถุดิบ) ที่พร้อมจะรับมือกับโลกที่ไร้ความแน่นอนใบนี้แล้วหรือไม่

 
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็น ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นมากกว่าขอความร่วมมือไม่ให้กักตุนสินค้า
 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising