เมื่อสายลมร้อนของเดือนเมษายนพัดมาเยือน สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานคือ ‘ฤดูกาลเกณฑ์ทหาร’ โดยในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาเปิดรับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ
ประเด็นสำคัญ
สำหรับในปีนี้ กองทัพได้กำหนดวันตรวจเลือกตั้งแต่วันที่ 1-12 เมษายน (เว้นวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นวันจักรี) แม้จะเน้นการเปิดรับทางออนไลน์เป็นหลัก แต่บรรยากาศของการถอดเสื้อรอคิว และวินาทีระทึกใจตอนล้วงไหจับ ‘ใบดำ-ใบแดง’ ยังคงเป็นภาพจำที่สร้างความตึงเครียดให้กับชายไทยและครอบครัว ทว่าภายใต้ภาพจำเหล่านั้น ระบบการเกณฑ์ทหารของไทยกำลังก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากยุคที่บังคับ 100% สู่ความพยายามผลักดันระบบ ‘สมัครใจ’ อย่างเต็มรูปแบบ
THE STANDARD พาย้อนดูพัฒนาการของการเกณฑ์ทหารไทยตั้งแต่อดีต ไทม์ไลน์การขยับตัวของรัฐบาลในแต่ละยุค ภาพจำด้านลบที่กองทัพต้องเร่งลบเลือน รวมถึงความจำเป็นของยุทโธปกรณ์และกำลังพลในสภาวะความขัดแย้งของโลกปัจจุบัน

ปฐมบทแห่งหน้าที่: นิยามและกฎหมายที่บีบบังคับ 100%
จุดเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในยุคปัจจุบัน อ้างอิงตาม พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กฎหมายระบุชัดเจนว่า ชายที่มีสัญชาติไทยทุกคนมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหารด้วยตนเอง เพื่อป้องกันประเทศชาติ
โดยมีนิยามสถานะที่สำคัญดังนี้:
- ทหารกองเกิน: ชายไทยอายุ 18-30 ปีบริบูรณ์ ที่ลงบัญชีทหารกองเกินไว้ (ผู้ถือใบ สด.9)
- ทหารกองประจำการ: ผู้ที่เข้าสู่ระบบเกณฑ์ หรือสมัครใจเข้ารับราชการทหาร และกำลังอยู่ในวาระที่กำหนด (พลทหาร)
- ทหารกองหนุน: ทหารที่ปลดจากกองประจำการ หรือผู้ที่เรียนจบ รด. ปี 3 ซึ่งอาจถูกเรียกพลเพื่อฝึกทบทวนหรือระดมพลในยามสงครามได้
ในยุคสงครามเย็นที่ภัยคุกคามล้อมรอบประเทศ กองทัพมีความต้องการกำลังพลสูงมาก ชายไทยที่ไม่ได้เรียน รด. ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือก หากมีผู้สมัครใจไม่พอ จะต้องใช้วิธีจับสลาก ระบบนี้สร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจและจิตใจให้ชายไทยจำนวนมาก เพราะการได้ ‘ใบแดง’ อาจหมายถึงการต้องทิ้งครอบครัว ทิ้งการศึกษา หรือหน้าที่การงานไปเป็นเวลา 1-2 ปี

ภาพจำด้านลบ: บาดแผลจากอดีต ศาลทหาร และกระบวนการยุติธรรม
ตลอดหลายทศวรรษ ระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับก่อให้เกิดภาพจำด้านลบ และเป็นบ่อเกิดของวาทกรรม ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ภาพจำเหล่านี้เกิดจากเหตุการณ์จริงที่กองทัพต้องยอมรับและหาทางแก้ไข:
- ความปลอดภัยและการลงโทษที่รุนแรง: กรณีที่สะเทือนใจและเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความยุติธรรม คือคดีของ พลทหารวิเชียร เผือกสม ที่ถูกรุมซ้อมทรมานในหน่วยฝึกจนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2554 ครอบครัวต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานถึง 12 ปี กว่าศาลมณฑลทหารบกจะพิพากษาจำคุกนายทหารที่กระทำผิดในปี 2566 รายงานจากองค์การนิรโทษกรรมสากลในปี 2562 ยังระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน การล่วงละเมิด และการธำรงวินัยที่ผิดหลักการ
- พลทหารรับใช้และการทุจริต: มีข้อครหาเสมอมาว่าพลทหารจำนวนมากไม่ได้ถูกฝึกเพื่อรบ แต่ถูกส่งไปเป็น ‘ทหารบริการ’ รับใช้ตามบ้านนายทหารระดับสูง รวมถึงปัญหาการหักหัวคิวเงินเดือน และกระบวนการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เพื่อแลกกับการรอดพ้นเกณฑ์ทหาร
- ศาลทหารกับการตรวจสอบ: เมื่อทหารกระทำผิด การต้องขึ้น ‘ศาลทหาร’ ทำให้ภาคประชาชนมองว่าขาดความโปร่งใส นำมาซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการปฏิรูปกฎหมายให้ทหารที่ทำผิดคดีทุจริตหรือคดีอาญาต่อนอกกองทัพ ต้องขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลอาญาคดีทุจริตฯ เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

ไทม์ไลน์พัฒนาการด้านกฎหมาย และการขยับตัวของรัฐบาล
แรงกดดันจากสังคมทำให้รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมในหลายยุค ต้องค่อยๆ ขยับตัวเพื่อปรับโครงสร้างกองทัพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ. 2558-2566):
- พ.ศ. 2558: ผลักดัน พ.ร.บ.กำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 เพื่อบริหารจัดการกำลังสำรอง (อดีตทหารเกณฑ์และผู้จบ รด.) ให้เป็นระบบ สามารถเรียกฝึกทบทวนได้ เพื่อลดภาระการรักษากำลังรบหลักในยามปกติ
- พ.ศ. 2559: สภากลาโหมเห็นชอบแผนปฏิรูปกระทรวงกลาโหม 20 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ปรับลดนายพลลง 50% ภายในปี 2571 และยุติแผนการตั้งกองพลใหม่ เพื่อลดงบประมาณบุคลากร
- พ.ศ. 2566: ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 275/2566 ปลดล็อกให้ทหารเกณฑ์ที่ครบกำหนด สามารถ ‘สมัครใจอยู่ต่อ’ ได้ เพื่อทดแทนการเรียกเกณฑ์คนใหม่ ถือเป็นก้าวแรกๆ ของการสร้างระบบทหารอาสาสมัคร
ยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และ รมว.กลาโหม สุทิน คลังแสง (พ.ศ. 2566-2567):
- นำนโยบาย ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ของพรรคเพื่อไทยมาปฏิบัติจริง โดยประกาศชัดเจนว่าต้องการลดการเกณฑ์ทหารและมุ่งสู่ระบบสมัครใจ
- เปิดแคมเปญ ‘ปีใหม่ ทหารใหม่ โอกาสใหม่’ (ธันวาคม 2566) รับสมัครทหารออนไลน์ล่วงหน้า พร้อมเพิ่มสวัสดิการ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ทหารเกณฑ์ให้เป็นสายอาชีพที่มีเกียรติและรายได้มั่นคง
ยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร และ รมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย (พ.ศ. 2567-2568):
- ผลักดันนโยบายต่อเนื่อง โดยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ด้วยตนเอง เพื่อการันตีคุณภาพชีวิตทหาร
- ยอดผู้สมัครใจพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 28,572 คน ในปี 2564 ขยับขึ้นเป็น 38,160 คน ในปี 2567
ยุครัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล และ รมว.กลาโหม พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ (พ.ศ. 2568-2569):
- ในช่วงเลือกตั้ง มีการผลักดันนโยบาย จากระบบบังคับเป็นทหารอาสา 1 แสนนาย เพื่อยกเลิกจับใบดำใบแดง
- จูงใจด้วยเงินเดือนประจำ 12,000 บาท รับราชการ 4 ปี ได้ฝึกทักษะเพื่อไปประกอบอาชีพหลังปลดประจำการ มีโอกาสสอบเข้าเป็นนายสิบ หรือจ่า
- อนุมัติเพิ่มความช่วยเหลือและเงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการสู้รบและปฏิบัติหน้าที่ ในช่วงการสู้รบไทย-กัมพูชา
การผลักดันจากฝ่ายนิติบัญญัติ (พรรคก้าวไกล / พรรคประชาชน):
- มีการเสนอ ‘ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร’ ฉบับใหม่ เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารในยามปกติอย่างเด็ดขาด และเสนอแนวคิดการฝึกแบบ เช้าไป-เย็นกลับ (ไปกลับค่ายทหารเหมือนพนักงานบริษัท) สำหรับผู้ที่เลือกหน่วยฝึกใกล้บ้าน เพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่

สวัสดิการทหารยุคใหม่ และเทคโนโลยีทดแทน
เพื่อจูงใจให้เกิดทหารอาสาสมัคร 100% ในปี 2569 กองทัพได้รื้อระบบสวัสดิการและการดูแลพลทหารใหม่หมด เพื่อลบภาพ ‘น้องคนเล็กของกองทัพ’ ที่ถูกรังแก สู่การเป็น ‘กำลังพลที่มีคุณค่า’
- การันตีรายได้และแก้หนี้: ทหารใหม่รับเงินเดือนรวมค่าครองชีพ 11,000 บาท/เดือน (หักค่าประกอบเลี้ยงแล้วเหลือสุทธิประมาณ 8,900 บาท) มีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามผู้บังคับบัญชายึดสมุดบัญชีหรือบัตร ATM นอกจากนี้ยังช่วยปลดล็อกปัญหาให้ทหารใหม่ที่ตกเป็นเหยื่อ ‘บัญชีม้า’ ก่อนเข้ากรม ให้สามารถเปิดบัญชีรับเงินเดือนได้อย่างถูกต้อง
- ความโปร่งใสและปลอดภัย: โรงพยาบาลค่ายทหาร 37 แห่งทั่วประเทศ คัดกรองทหารใหม่เป็น 4 กลุ่มความเสี่ยง (ใช้สัญลักษณ์สี) เพื่อปรับความเข้มข้นการฝึกให้เหมาะกับร่างกาย ห้ามการลงโทษที่รุนแรง และ ห้ามซ่อมหลังเวลา 18.00 น. โดยเด็ดขาด พร้อมจัดตั้ง Line Group ให้ผู้ปกครองพูดคุยและเห็นสภาพการฝึกได้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ความก้าวหน้าทางการศึกษาและอาชีพ: ให้โควตาสอบนักเรียนนายสิบทหารบกสูงถึง 80% จากพลทหาร จับมือกับกระทรวงศึกษาธิการให้ทหารเรียน กศน. จนจบวุฒิ ม.ต้น และ ม.ปลาย ระหว่างประจำการได้
- เทคโนโลยีทดแทนกำลังคน: เพื่อลดภาระความต้องการทหารเกณฑ์ ฝ่ายการเมืองและกรรมาธิการการทหารได้เสนอการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนกำลังคน เช่น การสร้าง Smart Tower ติดตั้งกล้องวงจรปิดประสิทธิภาพสูง การใช้ ยานไร้คนขับและโดรน (UAV) ในการลาดตระเวนชายแดน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเหยียบทุ่นระเบิดและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง

อนาคตทหารไทยกับความจำเป็นในภาวะสงครามปัจจุบัน
แม้กระแสสังคมจะมุ่งไปที่การลดขนาดกองทัพและยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แต่ในความเป็นจริง ภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบันยังคงคุกรุ่น ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล) ความไม่สงบตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้านของไทย
ประเด็นเรื่อง ‘ความพร้อมรบ’ จึงเป็นสิ่งที่ละทิ้งไม่ได้ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรี ที่กล่าวในการประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 29 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568 ถึงเหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่อาจยกเลิก ‘กฎหมายเกณฑ์ทหาร’ ได้แบบถอนรากถอนโคนไว้ว่า
“การยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั้น ยังคงไม่มีหลักประกันได้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้สมัครใจได้ครบ 100% ซึ่งหากการสมัครใจไม่ครบ ก็ต้องมีระบบเกณฑ์รองรับ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อม… และถ้ายกเลิกกฎหมายเกณฑ์ทหารไปแล้ว หากเกิดสงคราม ประเทศต้องการคนไปรบ ที่ต้องพร้อมรบ ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่เคยฝึกมาก่อน ก็จะส่งผลเสียหายต่อการป้องกันประเทศ หรือถ้าเกิดสงคราม และเราไม่มีกฎหมายเกณฑ์ทหาร… ก็คงต้องไปดึง นักศึกษาวิชาทหาร ทหารกองหนุน มาทำการรบ ปัญหาคือ จะพร้อมรบหรือไม่ ฝึกทบทวนทันหรือไม่”

แม้ในทางข้อกฎหมายจะยังไม่มีการประกาศ ‘ยกเลิก’ การบังคับเกณฑ์ทหารทิ้ง 100% ด้วยความกังวลด้านความมั่นคงของประเทศในภาวะสงครามโลกที่คาดเดาไม่ได้ แต่ทิศทางที่รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรผลักดันร่วมกัน ล้วนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยกำลังก้าวสู่การเป็น ‘ทหารอาชีพ’ ที่ประชาชนพร้อมจะเดินเข้าหาด้วยความเต็มใจ แทนที่จะต้องวิ่งหนีจากการจับใบดำใบแดงเหมือนในวันวาน
ภาพ: ทำเนียบรัฐบาล, กองทัพบก


