หลังจากไทยเบฟ ภายใต้การนำของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดตัว ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของไทยมาแล้วกว่า 1 ปี พร้อมตั้งโรงงานผลิตในจังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบัน PRAKAAN ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยมากกว่า 90% ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก
โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซิงเกิลมอลต์ของ PRAKAAN ในซีรีส์ ตรีบูร ทั้ง 3 รุ่น มีอัตราการเติบโตสูงกว่าภาพรวมของตลาด โดยมียอดขายเติบโตถึง 200% ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดซิงเกิลมอลต์ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์พรีเมียมสูงสุดของตลาดวิสกี้ และปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยหันมาเลือกดื่มเครื่องดื่มที่มีความพรีเมียม มีเอกลักษณ์ และสะท้อนตัวตนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริโภควิสกี้พรีเมียมมีลักษณะแตกต่างจากตลาดไวน์ แม้ไวน์จะมีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้เชิงลึก แต่ในช่วงหลังวิสกี้เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ดื่มไวน์ โดยเฉพาะผู้ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ และผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่โดดเด่น เรื่องราว และที่มาของแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อ
โดยที่ผ่านมา PRAKAAN สามารถสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Single Malt Drinker จากฐานผู้ดื่มประมาณ 1.5 ล้านคน และยังขยายฐานไปสู่กลุ่ม Premium Spirit Drinker ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 9.5 ล้านคนได้อย่างต่อเนื่อง
ด้าน ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวต่อว่า ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยในปี 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 28% สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับซิงเกิลมอลต์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง และคาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแผนธุรกิจในระยะถัดไป บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับโอกาสในตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทย ซึ่งยังถือว่าไม่ใหญ่มาก ‘ทรงวิทย์’ มองว่า ด้วยจำนวนประชากรกว่า 65 ล้านคน ประกอบกับสังคมวัยกลางคนที่เพิ่มขึ้นและมีกำลังซื้อมากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำตลาด โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่ง PRAKAAN แทบไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาดวิสกี้ ขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศมากกว่า
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ไทยเบฟยังขยาย PRAKAAN ไปทำตลาดต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และฝรั่งเศส ซึ่งทุกตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี และในอนาคตบริษัทเตรียมโฟกัสการขยายตลาดไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกามากขึ้น
พร้อมทิ้งท้ายว่า ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เจอความท้าทายจากหลายปัจจัย แต่มองว่าในปีนี้สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น จากการเลือกตั้งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียน ประกอบกับการคาดการณ์สภาพอากาศที่ร้อนยาวนาน รวมถึงการจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่มีระยะเวลายาวนานขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย เนื่องจากฟุตบอลและการบริโภคเครื่องดื่มถือเป็นสิ่งที่เติบโตไปด้วยกัน
นอกจากนี้ การเข้ามาของรัฐบาลใหม่ในช่วง 3 เดือนแรก คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ทั้งในประเด็นเรื่องเวลาและสถานที่จำหน่าย ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น และยังเอื้อต่อการสร้างโอกาสทางการตลาด
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยเบฟ ในปีนี้มองภาพรวมตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยในเชิงบวก แต่สิ่งสำคัญที่ยังต้องทำต่อไปคือการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้สินค้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับตลาด


