×

การยาสูบรับตลาดบุหรี่หดตัวต่อเนื่อง กำไรลดจาก 9.3 พันล้านบาท ปี 60 เหลือ 504 ล้านบาท ปี 68 ปรับกลยุทธ์พึ่งส่งออกมากขึ้น

13.02.2026
  • LOADING...
โลโก้การยาสูบแห่งประเทศไทย แสดงถึงการปรับกลยุทธ์ธุรกิจจากบุหรี่สู่การส่งออกและผลิตภัณฑ์ใหม่

การยาสูบไทยปรับวิสัยทัศน์รับตลาดบุหรี่หด ตั้งเป้าลดพึ่งพารายได้ในประเทศเหลือ 60% ภายในปี 2575 พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ S-Curve ‘นิโคตินเพื่อการแพทย์’ และ ‘ซิการ์’ ปลูกเองที่เชียงราย

 

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์) ภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การยาสูบแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ หลังรายได้และกำไรจากธุรกิจหลักลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ก่อนปี 2560 การยาสูบเคยมีรายได้ 68,175 ล้านบาท และกำไรสุทธิกว่า 9,343 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 รายได้รวมลดลงมาอยู่ราว 31,000 ล้านบาท และกำไรลดลงมากกว่า 94% จากช่วงพีคในอดีต เหลือเพียง 504 ล้านบาท

 

ภูมิจิตต์กล่าวต่อว่า การยาสูบตั้งเป้ากำไรปี 2569 ที่ 455 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน พร้อมยอมรับว่าขนาดของตลาดบุหรี่ในประเทศกำลังหดตัวลงเรื่อยๆ โดยมีรายได้จากการขายบุหรี่ลดลงกว่า 43% ท่ามกลางนโยบายควบคุมการบริโภคที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนการเข้ามาของบุหรี่ผิดกฎหมาย

 

ทั้งนี้ แม้ภาครัฐจะปิดด่านชายแดนในช่วงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ตัวเลขบุหรี่เถื่อน กลับลดลงเพียง 3% จากประมาณ 28% เหลือ 25% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่องทางชายแดน

 

ท่ามกลางแนวโน้มขาลง ภูมิจิตต์ชูวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อพลิกเกมธุรกิจ ด้วยพลังขับเคลื่อน 4 ด้าน ดังนี้

 

1. พลังขับเคลื่อนในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายบุหรี่ภายในประเทศยังอยู่ในแนวโน้มหดตัว จากการแข่งขันกับบุหรี่ผิดกฎหมายที่ราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมายอย่างมาก โดยบุหรี่เถื่อนมีราคาต่อซองราว 25-30 บาท ขณะที่บุหรี่ถูกกฎหมายราว 65-70 บาทต่อซอง

 

พันธกิจของการยาสูบจึงต้องการลดการพึ่งพาตลาดในประเทศ จากระดับ 85% ในปี 2568 อยู่ที่ 78% ในปี 2569 และลงไปสู่ระดับ 60% ในปี 2570

 

2. พลังขับเคลื่อนที่สอง คือภาคการส่งออก ทางการยาสูบต้องการนำภาคการส่งออกมาใช้เป็นกลไกหลักในการชดเชยรายได้ที่หายไป โดยเน้นส่งออกบุหรี่ ใบยาปรุงรส และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง พร้อมทำ Road Show ในต่างประเทศผ่านเครือข่ายพันธมิตร

 

พันธกิจของการยาสูบจึงต้องการขับเคลื่อนการส่งออกจากระดับ 15% ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่า 800 ล้านบาท ให้อยู่ที่ 22% ในปี 2569 เป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 40% ในปี 2570

 

3. รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ หรือ ธุรกิจ ‘non-cig’ เช่น โรงพยาบาล โรงพิมพ์ อสังหาริมทรัพย์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และนิโคติน pouch ซึ่งจะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปี 2569

 

โดยปี 2568 มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจ ‘non-cig’ ดังนี้

 

  • ธุรกิจโรงพยาบาลสวนเบญจกิติฯ 124.04 ล้านบาท
  • ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น 36.95 ล้านบาท
  • ธุรกิจรับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์ 21 ล้านบาท
  • ธุรกิจยาเส้น 19.46 ล้านบาท
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15.45 ล้านบาท

 

4. ขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจใหม่ในระยะยาว (New S-Curve) ได้แก่

 

  • โรงงานสารสกัดนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์ (เริ่มดำเนินการปี 2570 อยู่ระหว่างขออนุมัติงบ)
  • ซิการ์ ซึ่งการทดลองปลูกใบยาที่เชียงรายราว 50 ไร่ประสบผลสำเร็จ พร้อมมีแผนขยายเป็น 300 ไร่ ร่วมผลิตกับแบรนด์ระดับโลก และเตรียมเปิดตัวล็อตแรกปลายเดือนกรกฎาคมปีนี้
  • ผันบทบาทจากผู้ผลิตมาเป็น ‘Market Broker’ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและไม่แข่งขันกับ SME

 

ทั้งนี้ แม้ภาพรวมตลาดของบุหรี่ในประเทศยังหดตัว แต่ปี 2569 การยาสูบตั้งเป้ายอดขายประมาณ 11,200 ล้านมวน เพิ่มจากปี 2568 ที่ราว 10,500 ล้านมวน โดยมาจากการขยายพอร์ตสินค้าใหม่ เช่น บุหรี่เม็ดบีบ บุหรี่ 100s และบุหรี่สลิม เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในเซกเมนต์ที่ยังเติบโต

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising