×

หุ้นไทยทำนิวไฮรอบ 17 เดือน พุ่งเฉียด 1,500 จุด นักวิเคราะห์ชี้นักลงทุนกลับมาให้พรีเมียม แต่ต้องระวังความเสี่ยงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

19.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟแสดง ดัชนี SET พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน ใกล้ 1,500 จุด ท่ามกลางการวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงจากประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ดัชนี SET พุ่งเฉียด 1,500 จุด สูงสุดรอบ 17 เดือน นักวิเคราะห์ชี้นักลงทุนกลับมาให้พรีเมียมหุ้นไทย แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หากนับคะแนนใหม่-เลือกตั้งใหม่ อาจฉุดดัชนีลงไป 50 จุด

 

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,496 จุด เพิ่มขึ้น 18.5% จากต้นปี ทำสถิติสูงสุดรอบ 17 เดือน กลายเป็นดัชนีหุ้นหลักอันดับ 3 ของโลกที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีนี้ รองจากดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (+35%) และดัชนีหุ้นตุรกี (+25%)

 

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 18 กุมภาพันธ์ ต่างชาติซื้อสุทธิไปแล้ว 5.1 หมื่นล้านบาท หลังจากขายสุทธิต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ปีละกว่า 1 แสนล้านบาท

 

นักลงทุนกลับมาให้พรีเมียมหุ้นไทย

 

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า หุ้นไทยปัจจุบันขยับขึ้นมาซื้อขายในโซนพรีเมียม ซึ่งไม่เกิดขึ้นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะด้วยแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองหรือเสน่ห์ของหุ้นไทยที่หายไป

 

“แต่ปีนี้เสน่ห์หุ้นนอกลดลง ขณะที่การเมืองมีเซอร์ไพรส์ทางบวก ทำให้ SET ขึ้นมาเทรดในกรอบ best case บริเวณ 1,485 จุด และหากปีนี้เห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้ง กรณี best case ของ SET จะขยับไปอยู่ที่ 1,520 จุด”

 

ณัฐชาตกล่าวต่อว่า SET ยังมีช่องว่างให้ขยับไปต่อได้ แต่หุ้นใหญ่บางตัวเริ่มติดขัดด้านมูลค่า เพราะหุ้นไทยกลับมาซื้อขายในกรอบค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง แต่หุ้นกลางเล็กยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่าอีกราว 20%

 

สิ่งที่ต้องจับตาคือปัจจัยการเมือง เพราะเป้าหมายหุ้นไทยข้างต้นนี้ตั้งอยู่บนสถานการณ์การเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้ แต่หากเกิดสถานการณ์ที่ต้องนับคะแนนเสียงหรือเลือกตั้งใหม่ หุ้นไทยมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงมาได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของที่ปรับขึ้นมา หรือกลับลงไปที่บริเวณ 1,450 จุด

 

“ก่อนหน้านี้นักลงทุนซื้อบนมุมมองว่าจะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลรวดเร็ว และรัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่หากต้องนับคะแนนหรือเลือกตั้งใหม่ จะมีคำถามต่อเสถียรภาพและการจัดตั้งรัฐบาลต้องยืดเยื้อออกไปแน่”​

 

ส่วนแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามากว่า 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงไม่ถึง 2 เดือนแรก ณัฐชาตมองว่ายังไม่ใช่นักลงทุนระยะยาว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพียงการเก็งกำไรระยะสั้น

 

เมื่อ “คิวอาร์โค้ด” อาจพลิกโฉมการตั้งรัฐบาลและตลาดหุ้น

 

ด้าน บล.เอเซียพลัส ระบุว่า การเลือกตั้งในไทยสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่กลับไม่ราบรื่น โดยมีประเด็นที่เป็นตัวแปรสำคัญคือ การฟ้องร้องเรื่อง “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้น “เลือกตั้งเป็นโมฆะ”

 

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความผันผวนทางการเมือง แต่ยังส่งแรงกังวลถึงความเชื่อมั่นในตลาดทุนอีกด้วย ตามไทม์ไลน์ปกติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังวันเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) จะมีเวลา 60 วันในการรับรองผลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้ได้ไม่น้อยกว่า 95% (475 คน) เพื่อเปิดสภาฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะได้เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 และจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2569

 

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันมีความล่าช้าเกิดขึ้นจากกกต. มีมติให้มีการนับคะแนนและลงคะแนนใหม่ในบางหน่วยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และความเร็วใน การประกาศรับรองผลที่ใช้เวลา 10 วัน ซึ่งหากเทียบกับอดีต ถือว่าใช้เวลาใกล้เคียงกับปี 2566 (11 วัน) แต่ช้ากว่า ปี 2562 (4 วัน)

 

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ การยื่นฟ้อง กกต. โดยกลุ่มนักวิชาการ ทนายความ และพรรคการเมือง ประเด็นหลักคือ การพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ลงบนบัตรเลือกตั้ง อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุว่า “การลงคะแนนต้องเป็นความลับ” โดยความคืบหน้าล่าสุดคือ ศาลปกครองกลาง รับเป็นคดีที่ 304/2569 แล้ว และผู้ตรวจการแผ่นดินได้สั่งให้กกต. ชี้แจง ภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

 

ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยเจตนาและระบบของคิวอาร์โค้ดนี้ แบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์

 

ฉากทัศน์ที่ 1: เลือกตั้งเป็นโมฆะ (สอบย้อนหลังได้) – หากพิสูจน์ได้ว่าระบบนี้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ว่าบัตรใบนี้ใครเป็นคนกา เท่ากับความลับถูกเปิดเผย ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ผลคือต้อง “เลือกตั้งใหม่ ทั้งประเทศ” ซึ่งจะเกิดภาวะ “สุญญากาศทางการเมือง” ลากยาวไปอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน

 

ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงลบ ตามฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่อาจชะลอการลงทุน เนื่องจากความล่าช้าของการจัดตั้ง ครม. กระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ โครงการเมกะโปรเจกต์ และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ฉากทัศน์ที่ 2: ไม่มีความผิด (ใช้แค่ยืนยันตัวตน) – หาก กกต. พิสูจน์ได้ว่าโค้ดนี้มีไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตร และไม่สามารถโยงกลับไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะชอบด้วยกฎหมายและเดินหน้าต่อไป ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกทันที เพราะขจัดความเสี่ยงเรื่องสุญญากาศทางการเมือง และงบประมาณปี 2570 สามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising