แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญวีรกูล จะชนะการเลือกตั้ง 2569 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 3.65% ภายในวันเดียวปิดตลาดที่ระดับ 1,400 จุด และมีมูลค่าซื้อขายทะลุแสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 17 เดือน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย จากแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในรอบหลายปี
โดยในช่วงสองวันที่ผ่านมา (9-10 กุมภาพันธ์ 2569) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมแล้ว 21,326 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้ประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางข้อเรียกร้องจากประชาชนให้มีการนับคะแนนใหม่ เนื่องจากพบการทุจริตคะแนนในหลายหน่วยเลือกตั้ง
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
การเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ครั้งนี้ จะส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือไม่ กระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน?
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า การพบการทุจริตในการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งทั่วโลก ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความกังวล โดยต่างชาติให้ความสำคัญกับภาพใหญ่มากกว่า
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมามี 2 ประเด็นหลักที่นักลงทุนต่างชาติรู้สึกกังวลเมื่อต้องตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย คือ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ โดยประเมินจากรัฐบาลที่ได้คะแนนเลือกตั้งอันดับหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แต่เป็นรัฐบาลผสม ทำให้บริหารจัดการนโยบายยาก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสว.ที่มีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญปี 2560
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2569 สว. 250 คน ได้สิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งแล้ว นักลงทุนต่างชาติจึงมองว่า การเลือกตั้งเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย แต่การเรียกร้องให้ กกต. นับคะแนนใหม่ เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับนักลงทุนไทยมากกว่า
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาสนใจลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกและให้ปันผลดี หากรัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ฐานต่ำก็จะสร้างการเติบโตในภาพรวมที่ดีให้กับตลาดหุ้นไทยได้เหมือนหุ้น Turn Around ประกอบกับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนที่เริ่มไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย
ในช่วงที่ผ่าน ตลาดหุ้นไทยไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน เพราะตลาดมีแต่ข่าวร้าย หลังเลือกตั้งนักลงทุนเริ่มเห็นข่าวดี จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจึงมองว่า ตลาดหุ้นไทยอาจเดินรอยตามโมเดลตลาดหุ้นเกาหลีที่ปรับตัวขึ้นแรง หลังการเลือกตั้งใหม่
“นักลงทุนต่างชาติเขามองลึกกว่าเรา ครั้งแรกของเมืองไทยในรอบ 20 ปี ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2549 และเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ที่พรรคอันดับหนึ่งได้จัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องมากังวลเรื่องนิติสงคราม รัฐประหาร ทำให้ตลาดตอบรับดี” ประกิต กล่าว
ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า การเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบผลการเลือกตั้งใหม่ มีความเสี่ยงน้อยมากต่อตลาดหุ้นไทย เนื่องด้วยพรรคอันดับหนึ่งมีคะแนนเสียงทิ้งห่างจากพรรคอันดับสองค่อนข้างมาก นักลงทุนจึงไม่ได้กังวลถึงขั้นว่าการนับคะแนนที่ผิดปกติในบางหน่วยเลือกตั้งจะนำไปสู่การพลิกขั้วการจัดตั้งรัฐบาล
“ณ วันนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่ความเสี่ยงที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากกว่า คือ การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า” ไพบูลย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้น้อย เราจึงเห็นนักลงทุนต่างชาติกล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง
สำหรับวันนี้ (11 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,085.48 ล้านบาท โดยหุ้นไทย ปิดการซื้อขายที่ 1,411.70 จุด เพิ่มขึ้น +1.26 จุด หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลง +0.09%
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


