จับตา sentiment ตลาดหุ้นไทยกระทบแค่ไหน หลังวันนี้ (18 มีนาคม 2569) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง มีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนน ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
โดยล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ต้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน รวมถึงยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐาน
แม้ปัจจุบันศาลจะยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา ทำให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ดำเนินต่อไปได้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน หากการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกระแทกแค่ไหน?
ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ มองว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้รับรู้ข่าวมากนัก จะเห็นได้จากช่วงเช้าที่หุ้น STECON ปรับตัวลงเล็กน้อย ก่อนปรับขึ้นมา ในการซื้อขายระหว่างวัน โดยตลาดจะจับตาผลโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะตอบรับเชิงบวก
สำหรับ worst-case Scenario (กรณีเลวร้ายที่สุด) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในช่วงปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่จัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เสนอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เสร็จทันประกาศใช้ 1 ตุลาคม 2569
จะส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ต้องประกาศยุบสภา และ กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 45-60 วัน หรืออาจยืดเยื้อกว่านั้น หากประธาน กกต.และพวก ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2571 ให้ล่าช้าออกไป
“หากต้องสรรหา กกต.ชุดใหม่ ทำให้การจัดการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า กว่าทุกอย่างจะลงตัว อาจยืดเยื้อไปช่วงกลางปี 2571 บนสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ ตายอย่างเดียว ตลาดหุ้นก็พินาศ”
ทำไมศาลรับคำร้อง แต่การเลือกตั้งปี 69 อาจไม่เป็นโมฆะ
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อย หากดูที่การจัดการเลือกตั้งจริงๆ คอนเซปต์หลักคือต้องมีความบริสุทธิ์และสุจริต ซึ่งในภาพรวม กกต. ก็ยังสามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักการนั้นได้
สำหรับประเด็นที่โดนร้องเรียนว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สืบย้อนถึงต้นขั้วได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงการอ้างถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจะส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งในทางปฏิบัติข้อมูลการลงคะแนนก็ยังสามารถปกปิดไว้เป็นความลับได้
ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งหมด จึงเป็นไปได้ยาก หากวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจัดให้มีการลงคะแนนเสียงใหม่แค่ในส่วนของสส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่าแม้ในทางเทคนิคการโหวตนายกฯ 19 มี.ค. ยังดำเนินต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับกระบวนการรัฐสภา แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองทั้งระยะสั้น (อาจมีการยื่นขอระงับโหวตนายกฯ) และระยะยาว (ถ้าศาลชี้ว่าเลือกตั้งโมฆะ รัฐบาลทั้งชุดหมดความชอบธรรมทันที)
โดยตัวแปรชี้ขาดในช่วงวันต่อจากนี้ที่ต้องติดตาม คือศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ ก่อนที่รัฐสภาจะนัดโหวตนายกฯ ซึ่งหากมีการยื่นขอและศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะกดดันให้ SET ปรับตัวลดลง โดย Worst Case คาด SET ปรับตัวลงไปที่ระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นระดับก่อนเลือกตั้งที่มี Fund Flow ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร (Election Rally) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่แรงซื้อจะถูกดึงคืนทั้งหมดหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลสะดุด
ประเด็นข้างต้นจะเป็น Sentiment ลบต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอน หรือ Overhang เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ มีโอกาสสูงที่จะเทขายลดความเสี่ยงเพื่อรอดูความชัดเจนก่อน
โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่อิงกับนโยบายรัฐบาลใหม่ อาทิ รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) จากเสี่ยงโครงการรัฐล่าช้า, กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) จากนโยบายปรับโครงสร้างราคาพลังงานอาจไม่ต่อเนื่อง, กลุ่มนิคม (WHA AMATA) จาก FDI ชะลอความเชื่อมั่น และกลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPN CRC) จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคล่าช้า
ทั้งนี้ ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยล่าสุด (18 มีนาคม) ปิดที่ 1,440 จุด เพิ่มขึ้น 14% จากต้นปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ดัชนีเคยวิ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีที่ 1,545 จุด ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนจะปรับตัวลงแรงและผันผวนหนักในช่วงตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา
ภาพ: PatiPati / Shutterstock, Bigc Studio/Shutterstock

