×

ตลท. มอง SET ยังโตแกร่ง ปรับเพิ่ม EPS แม้สงครามตะวันออกกลางเดือด เดือนมีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค

11.04.2026
  • LOADING...
ภาพ ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. กำลังอธิบายสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย โดยมีกราฟหุ้นและข้อความ "SET ยังโตแกร่ง แม้สงครามเดือด มีนาปิดร่วง 5.24% น้อยกว่าภูมิภาค" ประกอบฉากหลัง

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ในเดือนมีนาคมปรับตัวแข็งแกร่งกว่าภูมิภาค โดย SET Index สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือน ก.พ. 2569 จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 15% คงระดับดัชนีที่ประมาณ 1,500 จุด

 

 
 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

 

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของ SET และ mai รวมกันอยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงน้อยกว่าภูมิภาค มาจาก 4 ปัจจัย

 

  • ไม่มีภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ ‘ฟองสบู่ AI’ เหมือนตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือไต้หวันที่มีกระแส AI บูม ประกอบกับช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนัก จึงไม่ได้เกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง
  • มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ยระดับ 4% กว่าๆ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอยู่ที่ระดับ 3% ต้นๆ เท่านั้น
  • ตลาดหุ้นไทยมีสตอรี่เชิงบวกมากขึ้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น การผลักดันโปรเจกต์ขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงความสนใจของนักลงทุน
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความหลากหลายของกลุ่มนักลงทุน การตัดสินใจซื้อขายจึงไม่ได้พึ่งพาหรือเทน้ำหนักไปที่นักลงทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่น สะท้อนจากเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 39,754 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท

 

ทั้งนี้สัดส่วนนักลงทุนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์ 6 62%

 

ปรับเพิ่ม EPS หุ้นไทย ไม่หวั่นผลกระทบสงคราม

 

ด้านคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่า ปัจจุบันมีทิศทางที่น่าสนใจและมีสัญญาณบวก โดยนักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันเรื่องสงคราม ซึ่งสะท้อนว่าคนรับรู้ข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ประกอบกับตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค หากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสามารถปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงาน ก็จะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับตลาดหุ้นไทย

 

อย่างไรก็ตาม ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ขนส่งและ โลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ แม้นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของตลาดที่มากเกินไป

 

จับตาผลกระทบสงคราม-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กดดันตลาดหุ้น

 

สำหรับคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการตลาดหุ้นไทยใน 1/2569 ศรพลมองว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยจะออกมาดี คล้ายกับช่วงเหตุการณ์ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นตระหนกเรื่องผลกระทบ แต่ท้ายที่สุด GDP ทั้งปีออกมาดีเกินคาด เนื่องจากมีการเร่งการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น

 

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจนในไตรมาส 2/2569 แต่ด้วยความหน่วงของการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ จะทำให้เรารับรู้ข้อมูลในไตรมาส 3/2569 ทำให้การเติบโตของตลาดหุ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจาก

 

นักลงทุนอาจตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลในอดีตมากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งตลาดหุ้นมักจะทำหน้าที่สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปอีกหนึ่งก้าวเสมอ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของปี ต้องติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในระยะยาวได้แค่ไหน รวมถึงต้องติดตามเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันทิศทางนโยบายดอกเบี้ย ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีความท้าทายว่าจะต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมความร้อนแรง ของเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories