วันนี้ (2 เมษายน) จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติคิกออฟ ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายจราจรขั้นเด็ดขาด โดยจะกวดขันจับกุมและเปรียบเทียบปรับในอัตราสูงสุดกับผู้ฝ่าฝืนทุกกรณี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมานั้น
ทีมข่าวได้ประสานงานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอทราบสถิติยอดการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว
โดยได้รับคำชี้แจงจากนายตำรวจระดับผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ยังคงปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามปกติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ไม่ได้เพิ่งจะมากวดขันเอาจริงตามที่เป็นกระแสข่าวแต่อย่างใด
แหล่งข่าวระดับสูงชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความเข้าใจผิดดังกล่าวอาจเกิดจากรอยต่อของนโยบาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เคยมอบนโยบายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ ดุลยพินิจในการว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดในบางกรณี แทนการดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบปรับในทันที ยกเว้นกรณีของผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนทำผิดซ้ำซาก
ทั้งนี้ นโยบายผ่อนปรนดังกล่าวได้กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ที่ 3 เดือน ซึ่งได้ครบกำหนดและสิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา
สำหรับการตีความว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป ตำรวจจะคิกออฟบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและลงโทษปรับในอัตราสูงสุดนั้น ทางผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เป็นความจริง กระแสข่าวดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิด แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยตรง ทำให้สังคมมองว่าเจ้าหน้าที่รัฐกำลังฉวยโอกาสกวดขันจับกุม เพื่อซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบากในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะสิ้นสุดห้วงเวลาผ่อนปรนตามนโยบาย 3 เดือนของ ผบ.ตร. แล้วก็ตาม แต่แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงยึดหลักรัฐศาสตร์ควบคู่กับนิติศาสตร์ โดยการพิจารณาว่าจะว่ากล่าวตักเตือนหรือดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น ยังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนเป็นกรณีไป โดยจะพิจารณาจากพฤติการณ์ เจตนา และข้อเท็จจริงหน้างาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน


