วันนี้ (2 มีนาคม) เวลา 12.17 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ประเด็นหลักคือสถานการณ์ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งสืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ต่ออิหร่าน
สำหรับท่าทีของไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก และต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าว
สีหศักดิ์ยอมรับว่ามีความห่วงใยเป็นพิเศษในพื้นที่อิหร่าน ซึ่งมีคนไทยอยู่ประมาณ 200 กว่าคน โดยสถานเอกอัครราชทูตได้ติดต่อกับชุมชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังและอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ อย่างไรก็ตาม น่านฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวปิดทั้งหมด จึงต้องเดินทางทางบกโดยรถยนต์ไปยังชายแดน ตุรกี ก่อนจะเดินทางต่อด้วยเครื่องบิน โดยขณะนี้มีคนไทยแสดงความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 20 คน หากต้องการเดินทางกลับจริง จะมีการอำนวยความสะดวกผ่านศูนย์ปฏิบัติการชายแดน และสามารถบริหารจัดการพากลับด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ได้
สำหรับอิสราเอล มีคนไทยอยู่ประมาณ 65,000 คน ขณะนี้อิสราเอลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสกัดกั้นขีปนาวุธ และยังไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบหรือแสดงความประสงค์เดินทางกลับ โดยสถานทูตได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด รัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญกับแรงงานไทย
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลในพื้นที่อื่น เช่น เมืองดูไบ และเมืองอาบูดาบี ใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประมาณ 1,000 กว่าคน สามารถประสานการเดินทางได้ เนื่องจากสนามบินใน โอมาน ยังเปิดให้บริการ และอำนวยความสะดวกด้านการตรวจคนเข้าเมือง
ส่วนพื้นที่อื่นที่ถูกโจมตีโดยอิหร่าน เช่น บาห์เรน กาตาร์ และ คูเวต กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานทูตทุกแห่งติดต่อกับคนไทยในพื้นที่เพื่อสอบถามความประสงค์เดินทางกลับ โดยจะประสานให้ออกเดินทางผ่านประเทศใกล้เคียงคือ ซาอุดีอาระเบีย ด้วยสายการบินพาณิชย์
ทั้งนี้ หากมีคนไทยในอิหร่านแสดงความประสงค์เดินทางกลับมากกว่า 100 คน จะจัดส่งเครื่องบินไปรับ โดยได้ประสานกับกองทัพอากาศไว้เบื้องต้น พร้อมยืนยันว่าไทยมีความพร้อมในทุกฉากทัศน์ และกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งศูนย์ประสานงานให้ญาติของผู้ที่อยู่ในประเทศเสี่ยงติดต่อสอบถาม เพื่อสร้างความมั่นใจและความสบายใจ
เมื่อถามถึงกรอบเวลาการนำคนไทยออกจากอิหร่าน สีหศักดิ์ระบุว่า กลุ่มผู้ประสงค์เดินทางกลับกว่า 20 คนต้องเดินทางทางบกเป็นระยะทางกว่าพันกิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างลำบากจากด่านต่าง ๆ และสถานการณ์สู้รบที่ผ่านมา จึงต้องประสานกับทางการอิหร่านเพื่ออำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรมและรับประกันความปลอดภัย โดยจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด
ส่วนการประเมินสถานการณ์ สีหศักดิ์ยอมรับว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เนื่องจากเป้าหมายของฝ่ายสหรัฐฯ อาจไม่ใช่เพียงการขจัดภัยด้านนิวเคลียร์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังคงมุ่งตอบโต้ ซึ่งขยายวงไปหลายประเทศที่มีฐานทัพของสหรัฐฯ และไม่แน่ชัดว่าสถานการณ์ภายในอิหร่านจะพัฒนาไปอย่างไร ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกมิติ ไม่เฉพาะการดูแลหรืออพยพคนไทยเท่านั้น
ด้านสถานทูตไทยในประเทศเสี่ยง สีหศักดิ์ยืนยันว่าขณะนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารได้ทั้งหมด แม้บางช่วงจะขาดหายไปบ้าง แต่ยังมีการติดต่ออย่างสม่ำเสมอ และสถานทูตได้ประสานกับชุมชนคนไทยอย่างใกล้ชิด โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องเสบียงและความเป็นอยู่ในบางพื้นที่


