×

น้ำมันหมดหน้าปั๊มกระทบใครบ้าง? เปิดมาตรการรัฐไทย แก้ดีมานด์พุ่งช่วงวิกฤต

โดย THE STANDARD TEAM
17.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงปัญหาน้ำมันหมดหน้าปั๊มและมาตรการรัฐบาลไทยรับมือวิกฤตพลังงาน

ปัญหาน้ำมันหมดตามสถานีบริการที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ สะท้อนความตึงตัวของระบบพลังงานไทยในช่วงวิกฤต แม้ในภาพรวมประเทศจะยังมีน้ำมันเพียงพอ แต่กลับเกิดภาวะน้ำมันขาดหน้าปั๊ม จากความต้องการใช้งานที่พุ่งสูงผิดปกติ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจ

 

สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการขาดแคลนต้นทาง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะการหยุดส่งของพ่อค้าคนกลาง (จ๊อบเบอร์) ที่ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและขนส่งจำนวนมากหันมาเติมน้ำมันผ่านสถานีบริการ ส่งผลให้เกิดการแย่งใช้กับประชาชน และทำให้ปั๊มบางแห่งน้ำมันหมดเป็นช่วง ๆ

 

สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารจัดการพลังงานในภาวะวิกฤต ที่รัฐต้องเร่งแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การกระจายเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B20 ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก แล้วรัฐไทยดำเนินอะไรไปแค่ไหน

 

ปรับราคาดีเซลแบบขั้นบันได ดัน B20 ขายตรง แก้ปัญหาน้ำมันหมดหน้าปั๊ม

 

เย็นวันนี้ (17 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยความคืบหน้าการรับมือวิกฤตพลังงานว่า รัฐบาลเริ่มทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป โดยจะไม่ปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด พร้อมเตรียมประกาศราคาน้ำมันทั้งในระดับหน้าโรงกลั่นและหน้าคลัง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในระบบและแก้ปัญหาความบิดเบือนของราคาที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน

 

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การเร่งนำ “น้ำมัน B20” กลับมาใช้ในรูปแบบขายตรงให้กับภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตร โดยไม่ผ่านสถานีบริการ เพื่อดึงความต้องการใช้น้ำมันของกลุ่มผู้ใช้รายใหญ่ ออกจากปั๊มน้ำมัน ลดการแออัดและแรงกดดันต่อผู้บริโภคทั่วไป ขณะเดียวกันยังเตรียมพัฒนาน้ำมัน B10 เป็นทางเลือกเพิ่มเติมในระยะถัดไป

 

พิพัฒน์ยอมรับว่า ปัญหาน้ำมันขาดหน้าปั๊มในขณะนี้ มีรากเหตุมาจากโครงสร้างตลาด โดยเฉพาะบทบาทของพ่อค้าคนกลางที่ชะลอการจำหน่าย เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนขนส่งและความเสี่ยงจากราคาหน้าโรงกลั่นที่สูงกว่า ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องหันมาเติมน้ำมันผ่านสถานีบริการแทน จนเกิดภาวะ “แย่งใช้น้ำมัน” กับประชาชน และนำไปสู่ภาพน้ำมันหมดในหลายพื้นที่

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้มาตรการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในสูตรน้ำมัน เพื่อช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาพลังงาน สะท้อนแนวทางบริหารวิกฤตที่ต้องประคองทั้งระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังคงผันผวนสูง

 

น้ำมันไม่ขาด แต่ระบบส่งไม่ทัน

 

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ถึง 101 วัน และยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น แองโกลา และสหรัฐอเมริกา ขณะที่โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง 100% และสั่ง “ห้ามส่งออก” เพื่อสำรองใช้ในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักอยู่ที่ปลายทาง คือระบบขนส่งน้ำมัน ที่ใช้รถเฉพาะทาง ทำให้เมื่อความต้องการพุ่งขึ้นเกือบ 2 เท่าในบางวัน การขนส่งจึงไม่ทัน รัฐจึงเร่งแก้ไข เช่น เปิดคลังน้ำมัน 24 ชั่วโมง, ผ่อนปรนเงื่อนไขรถขนส่ง เพิ่มจำนวนเที่ยววิ่ง
เตรียมผ่อนคลายข้อจำกัดเวลาวิ่งรถบรรทุก ประสานตำรวจจราจรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุน เพื่อให้ระบบกลับสู่ภาวะปกติ

 

เตรียมผ่อนคลายข้อจำกัดเวลาวิ่งรถบรรทุก ประสานตำรวจจราจรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุน เพื่อให้ระบบกลับสู่ภาวะปกติ

 

ในด้านราคา รัฐเตรียมทยอยปรับขึ้นน้ำมันดีเซล (B7) ไม่เกิน 33 บาท/ลิตร โดยเริ่มปรับขึ้น 50 สตางค์ ตั้งแต่ 18 มีนาคม เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันวันละราว 35 ล้านบาท จากปริมาณใช้ 70 ล้านลิตร/วัน

 

ขณะเดียวกัน จะเพิ่มทางเลือกเชื้อเพลิงชีวภาพ B10 ถูกกว่า B7 ประมาณ 2 บาท B20 ถูกกว่า B7 ประมาณ 5 บาท (สำหรับรถบรรทุก/อุตสาหกรรม และจำหน่ายผ่านคลัง ไม่ผ่านปั๊ม) มาตรการนี้มีเป้าหมายแยกดีมานด์ ภาคขนส่งออกจากสถานีบริการ ลดการแย่งใช้น้ำมันกับประชาชน ส่วนกลุ่มเบนซินจะปล่อยราคาเป็นไปตามต้นทุน โดย E20 ปรับลด 79 สตางค์ แก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้น 1 บาท

 

ทำให้ส่วนต่างราคาห่างกันถึง 5 บาท รัฐจึงรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 มากขึ้น โดยระบุว่ารถยนต์กว่า 60% รองรับแล้ว แต่ปัจจุบันใช้จริงเพียง 16% สถานการณ์น้ำมันหมดหน้าปั๊ม จึงไม่ใช่ปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่เป็นบททดสอบการบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างราคาที่บิดเบือน การกระจายเชื้อเพลิง ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค

 

ในระยะสั้น รัฐเร่งคลายปมที่การขนส่งและกระจาย ขณะที่ระยะยาวต้องปรับโครงสร้างพลังงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นเพื่อลดความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นตัวเร่งให้วิกฤตลุกลามเร็วกว่าความเป็นจริง

 

น้ำมันยังไม่กระทบ สินค้ายังตรึงได้

 

ศุภจี สุธรรมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า สถานการณ์ราคาพลังงานขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่รัฐสามารถควบคุมได้ และ ยังไม่เป็นเหตุให้สินค้าอุปโภค-บริโภคปรับราคาขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่อยู่ในหมวดควบคุม ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดขออนุญาตปรับราคา

 

ปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 8 หมวด เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืช ซึ่งหากจะปรับราคาต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในเท่านั้น ขณะเดียวกัน สินค้าในกลุ่มอื่น เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน รวมถึงสินค้าที่ต้องติดตามราคาอย่างข้าวสารและเครื่องปรุง ก็ยังไม่พบการขยับราคา หากพบการขึ้นราคาเกินสมควร กระทรวงจะเข้าไปเจรจาทันที

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจับมือผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ จัดโครงการกระจายสินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ผ่านเครือข่ายค้าปลีก-ค้าส่ง รวมถึงพื้นที่เปราะบาง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงวิกฤต

 

พร้อมกันนี้ ยังอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และดูแลทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการควบคู่กัน

 

ในด้านต้นทุนการผลิต ศุภจีระบุว่า ปุ๋ยยังมีสต๊อกเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม และมีของรอส่งถึงช่วงสิงหาคม โดยยืนยันว่า “ยังไม่ควรและไม่อนุญาตให้ขึ้นราคา” เพราะเป็นสินค้าควบคุม หากฝ่าฝืนจะมีโทษทันที

 

ขณะเดียวกัน เตรียมแผนสำรองหากสถานการณ์ยืดเยื้อ เช่น หาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย บรูไน, ใช้โครงการถุงเขียว ช่วยลดราคาปุ๋ย อาจลดได้ถึงกระสอบละ 200 บาท, ปรับสูตรปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

 

ส่วนเม็ดพลาสติก ล่าสุดผู้ประกอบการสามารถจัดหาวัตถุดิบเพิ่มได้ ทำให้ยังผลิตได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 4 เดือน พร้อมเดินหน้าหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมรองรับความเสี่ยง

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า หากพบการขายสินค้าเกินราคาที่ติดป้าย ขอให้ประชาชนแจ้งเบาะแสพร้อมหลักฐาน เช่น ใบเสร็จหรือภาพถ่าย มาที่สายด่วน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเอาผิดได้ทันที

 

3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ เสี่ยงสู่ ‘Stagflation’

 

ขณะที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า การประเมินครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่กรณีคลี่คลายเร็ว ไปจนถึงความเสี่ยงระดับสงครามขนาดใหญ่

 

ในฉากทัศน์แรก หากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน ผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวเล็กน้อย จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อขยับ ตลาดการเงินผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นระยะ โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นราว 1%

 

ฉากทัศน์ที่สอง ซึ่งเป็นกรณีที่น่ากังวลมากขึ้น คือความขัดแย้งยืดเยื้อราว 3 เดือน โดยเฉพาะหากกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับ 95–105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มความเสี่ยงที่หลายประเทศจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ ‘Stagflation’ ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจพุ่งสูงถึง 1.9%

 

ส่วนฉากทัศน์รุนแรงที่สุด คือการขยายตัวเป็นสงครามขนาดใหญ่ แม้ประเมินว่าโอกาสเกิดขึ้นยังต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสเกินกรอบเป้าหมาย 3%

 

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตา คือพฤติกรรมการบริโภคน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หลังเกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลาง จากปกติที่ใช้น้ำมันเบนซินเฉลี่ยวันละ 34 ล้านลิตร ตัวเลขพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน โดยแตะระดับรวมกว่า 118 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อความเสี่ยงน้ำมันขาดแคลน

 

อย่างไรก็ตาม สศช. ย้ำว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศยังเพียงพอ และกระทรวงพลังงานมีการรายงานสถานการณ์สำรองอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นดีมานด์พุ่งจากความตื่นตระหนก มากกว่าการขาดแคลนเชิงโครงสร้าง

 

ดนุชา ระบุว่า การเร่งเติมหรือกักตุนในช่วงที่มีความกังวล จะยิ่งทำให้ระบบกระจายน้ำมันตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากการขนส่งต้องใช้รถเฉพาะทาง และไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้ทันทีตามความต้องการที่พุ่งสูง จึงขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานตามปกติ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบ และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สมดุลได้เร็วขึ้น

 

ดังนั้นจากสถานการณ์น้ำมันหมดตามสถานีบริการในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่คือข้อจำกัดของโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่กลไกราคา การพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ไปจนถึงศักยภาพการขนส่งที่ไม่สอดรับกับดีมานด์ที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ไม่สมดุล แม้ประเทศจะมีน้ำมันเพียงพอ ก็ยังเกิดภาพขาดแคลนในระดับผู้บริโภคได้ทันที

 

ในมิติการบริหาร วิกฤตครั้งนี้สะท้อนช่องโหว่ของนโยบายพลังงานที่ยังแก้ปลายเหตุมากกว่าจัดโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาชั่วคราว การแทรกแซงตลาด หรือการพึ่งเชื้อเพลิงหลักเพียงไม่กี่ประเภท ขณะที่การกระจายเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B10 และ B20 ยังไม่ถูกออกแบบให้เป็นระบบรองรับวิกฤตอย่างแท้จริง ทำให้เมื่อเกิดแรงกระแทกจากภายนอก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ระบบจึงตึงตัวทันที

 

อีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมผู้บริโภคก็กลายเป็นตัวเร่งสำคัญ เมื่อความกังวลนำไปสู่การเร่งเติมหรือกักตุน ยิ่งซ้ำเติมข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ให้หนักขึ้น วิกฤตจึงไม่ได้เกิดจาก ของหมด แต่เกิดจากความเชื่อว่าของจะหมด ซึ่งเป็นโจทย์ด้านความเชื่อมั่นที่รัฐต้องจัดการควบคู่ไปกับมาตรการเชิงเทคนิค

 

ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานให้ยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งในด้านแหล่งพลังงาน ระบบขนส่ง และกลไกตลาด พร้อมกับยกระดับการสื่อสารภาครัฐให้ทันต่อสถานการณ์ เพราะในยุคที่วิกฤตสามารถลุกลามได้รวดเร็วความเชื่อมั่นของรัฐ อาจเป็นทรัพยากรที่สำคัญไม่แพ้น้ำมัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising