จากกรณีข้อร้องเรียนความผิดปกติหลังการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ของประเทศ นำมาซึ่งความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใส และ นำมาสู่การเรียกร้องให้ #นับใหม่ หรือ #เลือกใหม่
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) THE STANDARD ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญจากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อชวนทำความเข้าใจถึงขั้นตอน หลักเกณฑ์ แสิทธิของประชาชนในการคัดค้าน – แจ้งเบาะแส หากพบความไม่มาพากลในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น และ หนทางที่นำไปสู่ #นับใหม่ หรือ #เลือกใหม่
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
เมื่อพบ ‘ความผิดปกติ’ ประชาชนทำอย่างไรได้บ้าง?
การร้องเรียนแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งมีเงื่อนไขและช่องทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
1. หน้างาน ณ หน่วยเลือกตั้ง ถือเป็นช่วงสำคัญของการรักษาผลคะแนน
หากท่านเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่หน่วยเลือกตั้งและพบความผิดปกติ ต้องรีบดำเนินการตามกรอบเวลาดังนี้:
- ช่วงเวลาคัดค้าน: ท่านต้องทักท้วงในระหว่างที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ หรือหากเป็นการคัดค้านเรื่องการรวมคะแนน ต้องทักท้วงก่อนที่จะมีการประกาศผลการนับคะแนนที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง
- วิธีการ: ให้ทักท้วงต่อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทันที เพื่อให้มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้เป็นหลักฐาน
- หลักฐานสำคัญ: ประชาชนควรตรวจสอบ แบบ ส.ส. 5/18 (รายงานผลการนับคะแนน) ที่ติดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่แก้ไขไม่ได้ หากพบว่าข้อมูลในระบบรายงานไม่ตรงกับเอกสารนี้ สามารถใช้เป็นหลักฐานหลักในการร้องเรียนได้
2. หลังเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิยื่น (ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ผู้สมัคร/พรรคการเมือง) สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาดังนี้:
- การคัดค้านทั่วไป: ยื่นได้ตั้งแต่วันประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง จนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผล
- การคัดค้านเรื่องค่าใช้จ่าย: ยื่นได้ตั้งแต่วันเลือกตั้ง จนถึง 180 วันนับแต่วันประกาศผล
- การคัดค้านกรณีมีการนับคะแนนใหม่: หาก กกต. สั่งให้นับใหม่ ให้ยื่นคัดค้านภายใน 30 วันนับแต่วันประกาศผลการนับคะแนนใหม่นั้น
แม้การปิดประกาศผลคะแนนหน้าหน่วย (ส.ส. 5/18) จะเสร็จสิ้นลง แต่การเลือกตั้งในแต่ละเขตอาจยังไม่จบลงแค่นั้น กฎหมายยังเปิดช่องให้ประชาชนและผู้สมัครตรวจสอบความชอบธรรมย้อนหลังได้ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดไว้
จุดที่ประชาชนต้องระวังเป็นพิเศษคือ การคัดค้านเรื่องวิธีการนับคะแนน เช่น การขานบัตรดีเป็นบัตรเสีย หรือการขีดคะแนนผิด กฎหมายกำหนดให้ต้องทักท้วง ขณะที่นับไม่เสร็จ หรือ ก่อนประกาศผลหน้าหน่วย เท่านั้น หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป การร้องเรียนเรื่องเทคนิคการนับจะทำได้ยากขึ้นมาก เว้นแต่จะมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงการทุจริตที่มีผลต่อคะแนนรวมอย่างมีนัยสำคัญ
‘บัตรเขย่ง’ คืออะไร? จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ได้หรือไม่?
บัตรเขย่ง คือกรณีที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกใช้ไป ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่การล้มกระดาน ผลคะแนนในหน่วยนั้นๆ ให้นับใหม่ หรือถึงขั้นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ได้เลย หากพิสูจน์ได้ว่ากระทบต่อผลแพ้ชนะ
การพิจารณาของ กกต. เมื่อเกิดบัตรเขย่ง:
- สั่งนับคะแนนใหม่ : เป็นขั้นตอนหลักตามระเบียบ กกต. พ.ศ. 2566 ข้อ 223 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการนับเดิม โดยใช้บัตรใบเดิมมานับซ้ำ
- สั่งออกเสียงลงคะแนนใหม่ : หากนับใหม่แล้วยอดยังไม่ตรงกัน หรือ กกต. เห็นว่าเกิดจากการทุจริตจนทำให้การเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจตามมาตรา 122 สั่งให้มีการเลือกตั้งซ่อมเฉพาะหน่วยที่มีปัญหา
- สั่งยุติเรื่อง: กฎหมายเปิดช่องให้ กกต. ใช้ดุลยพินิจสั่งยุติเรื่องได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าความไม่ตรงกันนั้นมิได้เกิดจากการทุจริต เช่น ความผิดพลาดทางธุรการ และไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งในเขตนั้นเปลี่ยนแปลงไป
สรุปความต่าง ‘นับใหม่’ vs ‘เลือกตั้งใหม่’
การนับคะแนนใหม่ คือการนำบัตรเลือกตั้งใบเดิม ที่อยู่ในหีบมานับซ้ำอีกครั้ง เพื่อเช็กความถูกต้อง โดยไม่มีการลงคะแนนใหม่ มักเกิดจากกรณีบัตรเขย่งหรือสงสัยว่านับผิด
การเลือกตั้งใหม่ (ออกเสียงใหม่) คือการจัดให้ประชาชนมาหย่อนบัตรใหม่ ทั้งหมด โดยกระบวนการเดิมถือเป็นโมฆะ มักเกิดจากกรณีบัตรหาย บัตรชำรุดจนนับไม่ได้ เหตุสุดวิสัย (น้ำท่วม/ไฟไหม้) หรือมีการทุจริตที่ตัวบุคคลผู้สมัคร
ช่องทางแจ้งเบาะแสทุจริตและมาตรการลงโทษ
- แอปพลิเคชันตาสับปะรด: รายงานสถานการณ์พร้อมภาพหรือวิดีโอ
- สายด่วน กกต.: โทร 1444
- โทรศัพท์สำนักงาน: 02-141-8860, 02-141-8579, 02-141-8858
- ยื่นด้วยตนเอง: ที่สำนักงาน กกต. ประจำจังหวัด หรือ กทม.
มีเงินรางวัลนำจับสำหรับผู้แจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน ตั้งแต่ 1 แสน – 1 ล้านบาท
หากสืบสวนแล้วมีมูล กกต. (ก่อนประกาศผล) หรือศาล (หลังประกาศผล) จะมีอำนาจสั่งให้ ใบส้ม (ระงับสิทธิชั่วคราว), ใบเหลือง (สั่งเลือกตั้งใหม่), หรือ ใบแดง (เพิกถอนสิทธิ 10 ปีและชดใช้ค่าใช้จ่ายจัดเลือกตั้งใหม่) ตามความร้ายแรงของพฤติการณ์
อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนอาจสงสัย คือเมื่อเรื่องไปถึงศาลแล้ว กระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้งจะเหมือนคดีทั่วไปหรือไม่? คำตอบคือไม่เหมือน เพราะคดีเลือกตั้งของไทยใช้ระบบไต่สวน ซึ่งออกแบบมาเพื่อพิทักษ์ความสุจริตของการเลือกตั้งโดยเฉพาะ
ในคดีทั่วไปที่เราคุ้นเคย มักใช้ระบบกล่าวหา ซึ่งศาลจะทำหน้าที่เป็นเพียงกรรมการ ตัดสินตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำมาหักล้างกัน ใครหลักฐานแน่นกว่าคนนั้นชนะ แต่ในคดีเลือกตั้ง กติกาเปลี่ยนไปดังนี้:
- ศาลมีอำนาจเชิงรุก: ศาลไม่ได้รอฟังเพียงหลักฐานที่ กกต. หรือผู้สมัครนำมายื่นเท่านั้น แต่อำนาจตามระบบไต่สวนอนุญาตให้ศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเองได้ หากเห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ความจริง
- ยึดสำนวน กกต. เป็นฐาน: ในการพิจารณาของศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ จะใช้สำนวนการสืบสวนจาก กกต. เป็นหลัก แต่ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนเพิ่มได้ทันทีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องที่สุด
- เน้นความเร็วและความยุติธรรม: กฎหมายต้องการให้คดีเลือกตั้งจบไวเพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน จึงใช้ระเบียบเฉพาะของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาบังคับใช้
แม้ระบบไต่สวนจะช่วยให้ศาลเข้าถึงความจริงได้ลึกขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อควรระวัง เนื่องจากปัจจุบันมีการผสมผสานหลักการพิจารณาโดยเปิดเผย เข้ามาใช้ ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะการที่พยานต้องให้การต่อหน้าคู่ความที่มีอิทธิพลในพื้นที่ อาจทำให้พยานเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าให้ข้อมูลที่แท้จริง
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


