สนค. เผย สินค้า CBAM ส่งไป EU ยังโตแกร่ง มูลค่าขยายตัว 54.71% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ครองส่วนแบ่งตลาดใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% พร้อมแนะเอกชนเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รับการค้ายั่งยืน
วันนี้ (5 มกราคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ไทยสามารถปรับตัวกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ดี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยส่งออกสินค้า CBAM ไปยัง EU เพิ่มขึ้น 54.71% และครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จากระดับ 0.29% ในปี 2567
เมื่อพิจารณาภาพรวมของตลาดสินค้า CBAM ในพื้นที่ EU พบว่าตลอด 10 เดือนแรกของปี 2568 EU นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 107,283.16 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 4.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) คิดเป็นสัดส่วน 4.55% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 33 ของ EU ด้วยมูลค่าการนำเข้าที่ 447.51 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ มาตรการ CBAM ของ EU เป็นกลไกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ European Green Deal โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตภายใน EU
โดยกลไกดังกล่าวอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU (EU ETS) กับสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งถูกนำมาบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
ภาพรวม CBAM ไทยในตลาดโลก
ไทยมีการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ไปยังตลาดโลกเป็นมูลค่า 7,151.44 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 2.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย ด้วยมูลค่า 363.93 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 5.09% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ทั้งหมดของไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4.05% ในปี 2567 และคิดเป็นสัดส่วน 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย
ทั้งนี้ เหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียมถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญภายใต้มาตรการ CBAM โดยการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยัง EU มีมูลค่า 307.46 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 84.48% ของการส่งออกสินค้า CBAM ไทยไป EU ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียม มีมูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์คิดเป็นสัดส่วน 15.52% สำหรับสินค้าอีก 4 กลุ่ม คือ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน มีมูลค่าการส่งออกไปยัง EU น้อยมากหรือแทบไม่มีการส่งออกเลย
การขยายตัวของการส่งออกสินค้า CBAM ไทยที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาด EU และในตลาดศักยภาพสูง เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ตลาด EU สำคัญอย่างไร?
แม้ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไทยไป EU จะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำที่ 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม EU ยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้ CBAM เช่นกัน ตลอดจนแนวโน้มขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการของ EU ไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม
เนื่องจากไทยมีการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงและมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ผลกระทบจาก CBAM อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิตและการส่งออกในระยะกลางและระยะยาว
ในเชิงผลกระทบ มาตรการ CBAM อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาด EU เนื่องจากต้นทุนคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มคัดเลือกแหล่งนำเข้าที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำ และตรวจสอบได้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อาจเผชิญความท้าทายในการปรับตัว
ขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ก็ได้มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันกับ CBAM มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหันมาใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน
ภาครัฐทำอะไรแล้วบ้าง?
สำหรับแนวทางการรับมือกับมาตรการ CBAM นันทพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้ดำเนินในหลายด้าน อาทิ การติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะการพิจารณาบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนกลไกภายในประเทศที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของไทยในการปรับตัวต่อมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการค้า โดยช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ และเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว
แนวทางปรับตัวภาคเอกชน
นันทพงษ์ ยังได้เสนอแนะให้ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต ดังนี้
(1) พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM โดยครอบคลุมคาร์บอนฟุตพรินต์ตามมาตรฐานสากลใน Scope 1-3 มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และอาจร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ค่าเริ่มต้นที่สูงและลดต้นทุนในระยะยาว
(2) วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต พร้อมจัดทำแผนคาร์บอนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรและซัพพลายเชน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
(3) ในด้านการบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคาร์บอนฟุตพรินต์ของวัตถุดิบ และใช้ระบบดิจิทัลหรือ ERP เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส โดยเฉพาะสำหรับ SMEs รวมถึงการยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียวผ่านการลดพลังงาน โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ และยานพาหนะไฟฟ้า
(4) ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ เช่น T-VER ของไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยจริง สร้างโอกาสรายได้เสริม และเตรียมความพร้อมต่อการกำหนดราคาคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต


