จากเส้นทางการเมืองยาวนานภายใต้เงารัฐประหาร สู่การตัดสินใจอำลาพรรคที่ผูกพันมาทั้งชีวิต วันนี้ กุ้ง-ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เปิดใจกับทีมข่าวTHE STANDARD ถึงเหตุผลการยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยยอม ‘ถอย’ เพื่อรักษาคำมั่นต่อประชาชน และบทบาทใหม่กับพรรคประชาชน ท่ามกลางสมรภูมิเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนสังกัดพรรคการเมือง แต่ภาพจำของตนเองต่อกับประชาชนก็ยังอยากให้จดจำในแบบเดิม แต่ที่ยังคงยึดมั่นคือเรื่องประชาธิปไตยและการทำงานเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปจึงเป็นเพียงเรื่องการย้ายพรรค ส่วนอุดมการณ์นั้นก็ยังคงเดิม
เส้นทางการเมืองภายใต้รัฐประหาร และบทบาทการต่อสู้เชิงหลักการ
ทัศนีย์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ต้องเผชิญเหตุการณ์รัฐประหารหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2557 ซึ่งทุกครั้งครอบครัวต้องได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ที่ทหารเข้าค้นบ้านและสำนักงานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สร้างความหวาดกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต
ต่อมาก่อนการเลือกตั้งปี 2562 มีการทำประชามติในปี 2559 เพื่อลงมติเรื่องรับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ ตนได้ทำหน้าที่สื่อสารสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้รับรู้ ภายใต้ข้อจำกัดของคณะรัฐประหาร แต่ถูกคณะรัฐประหารใช้อำนาจมาตรา 44 ดำเนินการ จนถูกจับเข้าเรือนจำและถูกดำเนินคดี จำนวนหลายคดี แต่สุดท้ายผลประชามติ ในพื้นที่ที่รับผิดชอบประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
จุดเปลี่ยนทางอุดมการณ์ และการตัดสินใจอำลาเพื่อไทย
สำหรับการเลือกตั้งปี 2566 ทัศนีย์ยอมรับว่าการย้ายจากเขตเลือกตั้งเดิมไปลงสมัครในเขตใหม่ และพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการลงพื้นที่ไม่ทั่วถึง แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจ แต่ยินดีกับผู้ชนะ เพราะเชื่อว่าประชาชนตัดสินใจ ได้เลือกผู้ชนะกับผู้ที่มีหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุดจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเลือกแนวทาง ซึ่งเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักการที่เคยให้ไว้กับประชาชน แม้จะพยายามเข้าใจถึงความจำเป็นของพรรค แต่สุดท้ายเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน จึงเป็นฝ่ายตัดสินใจเดินออกมา เพราะหากยังอยู่ต่อไปจะสร้างความอึดอัดทั้งตนเองและพรรค
ยอมรับว่าการลาออกจากพรรคเพื่อไทยเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวด เนื่องจากมีความผูกพันยาวนานตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย แต่ยึดมั่นว่านักการเมืองที่ดี ต้องมีความรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้กับประชาชนไว้ โดยเฉพาะการยืนยันว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคที่สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร
บทบาทใหม่กับพรรคประชาชน จาก สส.เขต สู่บัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งครั้งนี้ เข้ามาทำงานกับพรรคประชาชนในระบบบัญชีรายชื่อว่า เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลพื้นที่เฉพาะ มาเป็นการทำงานในภาพรวมระดับประเทศ ต้องรับผิดชอบดูและภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ แต่เชื่อว่าประสบการณ์การเป็น ส.ส.เขตตั้งแต่ปี 2554 จะช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ครบทุกมิติ และสามารถเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติมาสู่พื้นที่ต่างๆได้อย่าง ตรงความต้องการและมีประสิทธิภาพ
เชียงใหม่ การเมืองเชิงนโยบาย และประชาธิปไตยที่โยงปากท้อง
ในมุมมองต่อจังหวัดเชียงใหม่ ทัศนีย์ระบุว่า เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองหลวงของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความต้องการประชาธิปไตยสูง ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะชัยชนะของพรรคก้าวไกล สะท้อนถึงความชัดเจนด้านนโยบายและจุดยืนทางการเมือง
ทัศนีย์ย้ำว่า ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกจากประชาธิปไตยได้ โครงสร้างรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้การเมืองขาดเสถียรภาพ กระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารประเทศในระยะยาว
ผลักดันแก้รัฐธรรมนูญและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ขอแรงประชาชนเป็นกำแพงเหล็กให้พรรค
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ทัศนีย์ได้รับมอบหมายให้ร่วมรณรงค์ในพื้นที่จังหวัดลำพูนและลำปาง รวมถึงช่วยผู้สมัครในจังหวัดเชียงใหม่ โดยตั้งเป้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพราะระบบรวมศูนย์อำนาจทำให้การทำงานล่าช้า ซ้ำซ้อน และไม่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่ พร้อมเสนอแนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง และการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง
ท้ายที่สุด พรรคประชาชนมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาทั้ง เรื่องเครือข่ายทุนเทา, เศรษฐกิจฐานราก, สวัสดิการประชาชน, แก้หนี้เกษตรกร จึงอยากขอแรงจากประชาชนสนับสนุนเพื่อเป็นลมใต้ปีกส่งให้พรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้
สำหรับ กุ้ง-ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ นักการเมืองหญิงตัวเล็กแต่ใจใหญ่ ไม่ใช่เพียงเรื่องของตำแหน่งหรือพรรคการเมือง หากแต่คือความรับผิดชอบต่อคำพูดและหลักการที่ให้ไว้กับประชาชนและในวันที่การเมืองไทยยังต้องการความชัดเจน ก็ยังยืนยันว่า ‘การยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย’ คือจุดยืนที่ไม่อาจต่อรองได้


