วันนี้ (9 มกราคม) สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรค กล่าวถึงกรณีที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ปราศรัยเวทีลานคนเมือง พาดพิงถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และเป็นหลานชายของสุริยะ ว่า “ทำการเมืองมา 25 ปี ทำให้หลานมันดู”
สุรเชษฐ์ระบุว่า “ส่วนตัวก็ต้องการที่จะเห็นหลานทำมากกว่า เพื่อจะได้เห็นบ้านเมืองไปในทิศทางใหม่ๆ”
สุรเชษฐ์กล่าวต่อไปว่า อย่างที่ทราบกันดีว่า ธนาธรถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งหากเป็นรัฐบาลประชาชน แนวคิดหลายอย่างตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน ต้องถามประชาชนว่า ต้องการเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เขาได้หาเสียงไว้ ที่เชื่อว่าจะดีขึ้นกันหรือไม่ “ดังนั้น ให้โอกาสหลานเถอะ”
จากนั้นรักชนกเสริมว่า ในรัฐสภาสุริยะเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตอนบริหารเป็นอย่างไร เล่าให้ประชาชนฟังหน่อย ทำให้สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า เขาเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว และดูนโยบายการหาเสียงที่ระบุว่า 20 บาทตลอดสาย ภายใน 3 เดือน รอบที่แล้วก็ตั้งประเด็นหาเสียงเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ คนเขียนนโยบายอาจไม่เข้าใจเนื้อหา เพราะสิ่งที่หาเสียงคือ 20 บาทตลอดทาง คือขึ้นหลายสายก็ 20 บาท ไม่ใช่สายหนึ่ง 20 บาท ไปต่ออีกสายหนึ่งกลายเป็น 40 บาท
“แค่ชื่อก็ผิดแล้ว ต้องเป็น 20 บาทตลอดทาง ส่วน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมฯ ที่เพิ่งคลอดออกมา เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนยื่นประกอบกับร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่พรรคของสุริยะไม่มีร่างของของตัวเองด้วยซ้ำ เนื้อหาพอประกบกันแล้วคลอดออกมา เป็นไปตามที่พรรคประชาชนยื่นเป็นหลัก” สุรเชษฐ์กล่าว
สุรเชษฐ์ระบุต่อไปว่า พ.ร.บ. ตัวร่วมเป็นเรื่องที่ดี เราสนับสนุน ส่วนค่าโดยสาร ถ้าจะแข่งกันในเกม ถูกกว่าย่อมดีกว่า แต่ต้องเห็นใจพี่น้องต่างจังหวัดด้วย ที่มาร่วมกันจ่าย เพียงแต่นโยบายพรรคประชาชน หลักการคิดคือพยายามทำให้เส้นเลือดใหญ่คือรถไฟฟ้า กับเส้นเลือดฝอยคือรถเมล์ ทำงานร่วมกันเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่โลกคู่ขนาน มองรถไฟฟ้าเป็นโลกหนึ่ง มองรถเมล์เป็นโลกหนึ่ง ควรทำให้เป็นระบบขนส่งสาธารณะร่วมกัน
สุรเชษฐ์อธิบายว่า เพราะบริบทผังเมืองกรุงเทพมหานครกระจัดกระจาย จะทำอย่างไรให้เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยทำงานร่วมกันให้เป็นขนส่งสาธารณะในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่แข่งกันว่าถูกกว่าดีกว่า เพราะอาจจะแลกมาด้วยการเจรจาซื้อคืนรถไฟฟ้า ในราคาเท่าไหร่ยังไม่รู้ จะเอื้อประโยชน์กันอย่างไรไม่รู้ แต่หากไม่ซื้อคื นจะดำเนินการนำภาษีของประชาชนมาอุด แต่ต่างจังหวัดยังไม่มีแม้กระทั่งรถเมล์ดีๆ ใช้
สุรเชษฐ์ทิ้งท้ายว่า ในกฎหมายอุดหนุนได้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในบริบทของกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะมีแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดความสมดุลอย่างไร ไม่ใช่การหาเสียงแข่งกันว่า ถูกกว่าย่อมดีกว่า พร้อมขอโอกาสให้คนใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นจะดีกว่า


