×

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งทนายฟ้อง 10 ตำรวจชุดทำคดี BNK Master ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-แจ้งความเท็จ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 27 เม.ย. นี้

โดย THE STANDARD TEAM
30.03.2026
  • LOADING...
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ยื่นฟ้อง 10 ตำรวจ

วันนี้ (30 มีนาคม) ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบอำนาจให้ สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เดินทางเข้ายื่นฟ้องกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 10 นาย ซึ่งเป็นชุดรับผิดชอบคดีเว็บพนัน BNK Master เป็นจำเลยต่อศาลฯ

 

การยื่นฟ้องครั้งนี้ ดำเนินการในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด เพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น

 

โดยเบื้องต้น ศาลได้รับสำนวนเป็น คดีหมายเลขดำที่ อท.63/2569 และมีกำหนดนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น.

 

สัญญาภัชระ ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้เปิดเผยถึงข้อสังเกตและความผิดปกติในการดำเนินคดีของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดดังกล่าว โดยไล่เรียงเหตุการณ์

 

  • 23 กรกฎาคม 2566: คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน เพื่อดำเนินคดีผู้ต้องหา 3 รายในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และสมคบฟอกเงิน แต่พบข้อสังเกตว่า พนักงานสอบสวนที่มารับเรื่องไม่ใช่พนักงานสอบสวนเวร และไม่มีตารางเวรปฏิบัติหน้าที่ในวันและเวลาดังกล่าว
  • 26 กรกฎาคม 2566: พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมเข้าจับกุมและยึดโทรศัพท์มือถือ โดยขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้พูดจากับผู้ต้องหาในลักษณะพาดพิงเชื่อมโยงไปถึงผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
  • 22 กันยายน 2566: พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับตำรวจ 8 นาย ซึ่งทนายความระบุว่ามีเจตนาปกปิดยศ ตำแหน่ง และอาชีพ โดยไม่แจ้งให้ศาลทราบว่าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นเหตุให้ศาลอนุมัติหมายจับ
  • 25 กันยายน 2566: มีการกระจายกำลังเข้าจับกุมตำรวจทั้ง 7 นาย และปรากฏการขอหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งมีการนำเสนอข่าวอย่างแพร่หลาย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นการเข้าจับกุม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จนส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง

 

สัญญาภัชระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพยายามในการขอออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในครั้งแรกนั้น ศาลไม่อนุญาตเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพียงพอ แต่ในเวลาต่อมาได้มีความพยายามนำคดีไปเชื่อมโยงกับคดีเครือข่ายมินนี่ และแยกสำนวนออกมาเป็นคดี BNK Master

 

นอกจากนี้ ทนายความยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอำนาจการสอบสวน โดยระบุว่าคดี BNK Master มีเส้นทางการเงินหมุนเวียนสูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งตามกฎหมาย หากเส้นทางการเงินเกิน 300 ล้านบาท จะต้องอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 

แต่ปรากฏว่าชุดพนักงานสอบสวนกลับเก็บกักสำนวนคดีไว้กว่า 100 วัน ทั้งที่ตามกฎหมายมีอำนาจตรวจสอบเพียง 30 วัน ซึ่งสวนทางกับคดีของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกรายหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนเร่งสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน

 

“การแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนนำไปสู่การออกหมายจับนั้น ถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการตั้งเรื่องสอบสวนวินัยร้ายแรง เพื่อเป้าหมายให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พ้นจากเส้นทางการได้รับการพิจารณาเสนอชื่อขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามหลักอาวุโสและผลงาน” สัญญาภัชระ กล่าว

 

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงตัดสินใจนำคดีที่ตนมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาพิสูจน์ความจริง พร้อมกันนี้ได้ฝากข้อความผ่านทนายความไปถึงชุดพนักงานสอบสวนว่า การจะดำเนินการใดๆ ขอให้ทำตามกรอบของกฎหมาย อย่าล้ำออกนอกกรอบอำนาจของตนเอง เพราะหากวินิจฉัยเกินขอบเขต จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising