×

สมช. ควรมีบทบาทอย่างไรในโครงสร้างความมั่นคงไทย ‘สุรชาติ’ เสนอทบทวนภารกิจและโครงสร้างองค์กร

โดย THE STANDARD TEAM
26.08.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

วันนี้ (26 สิงหาคม) ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ดำเนินรายการโดย ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ เผยแพร่ทาง Nation TV ช่อง 22 โดยตั้งคำถามถึงบทบาท โครงสร้าง และประสิทธิภาพของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ประเทศไทยมี สมช. ไว้เพื่ออะไร และองค์กรยังมีคุณค่าในเชิงนโยบายความมั่นคงอยู่หรือไม่ หากยังไม่สามารถทำหน้าที่หลักของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้นภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้โอน ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทน ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ซึ่งจะเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2569 พร้อมทั้งเห็นชอบแต่งตั้ง กิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

 

เสนอแบ่งเส้นฝ่ายการเมือง-ข้าราชการประจำให้ชัด

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า จะวิเคราะห์อย่างไรต่อกรณีที่ สมช. กำลังถูกมองว่า “ย้อนยุค เอาพลเรือนออก แล้วเอาทหารเข้าไปแทน” ดร.สุรชาติกล่าวว่า หากคิดในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยควรถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลากเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำให้ชัดเจน

 

ดร.สุรชาติอธิบายว่า ในอดีตตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายการเมืองสามารถแต่งตั้งบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งโดยตรง ขณะที่ข้าราชการประจำจะขึ้นได้สูงสุดเพียงตำแหน่งปลัดของหน่วยงาน หรือหากใช้ภาษาในระบบเดิมคือ ‘ปลัดบัญชาการของ สมช.’

 

เขาระบุว่า ประเทศไทยนำแบบจำลองสภาความมั่นคงแห่งชาติมาจากสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร โดย สมช. ในระบบของหลายประเทศตะวันตกไม่ได้เป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือมีกำลังพลจำนวนมาก บุคลากรส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายการเมือง และเมื่อฝ่ายการเมืองนั้นหมดอำนาจ บุคคลเหล่านี้ก็พ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวมาเปลี่ยนแปลงในยุค พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และในระยะหลัง เมื่อฝ่ายการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ โครงสร้างดังกล่าวกลับกลายเป็นปัญหามากขึ้น

 

“ข้อเสนอของผมพูดมานานว่า ควรถอยกลับไปสู่โมเดลเดิม แล้วลากเส้นแบ่งให้ชัดเลยว่า ฝ่ายข้าราชการประจำจะขึ้นสูงสุดที่ตำแหน่งปลัดบัญชาการหรือปลัด สมช. ส่วนฝ่ายการเมืองจะตั้งใครมาก็ตาม” ดร.สุรชาติกล่าว

 

เขายกตัวอย่างระบบของสหรัฐฯ ว่า บุคคลที่ฝ่ายการเมืองแต่งตั้งจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว และเป็นผู้กำกับดูแล สมช. ดังนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือการกลับมาออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำให้ชัดเจน มิฉะนั้นสังคมก็จะถกเถียงกันไม่จบว่า ควรย้ายหรือไม่ย้ายข้าราชการประจำ หรือเมื่อย้ายทหารเข้ามาแล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียอย่างไร โดยไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้ว่า การย้ายหรือไม่ย้ายแบบใดเหมาะสมกว่า

 

ชี้ สมช. แกว่งตามการเมือง-รัฐประหาร จนเจ้าหน้าที่เป็นเพียง ‘เสมียนความมั่นคง’

 

เมื่อถูกถามว่า การนำทหารเข้ามาคุม สมช. จะเหมาะสมกับบริบทปัจจุบันหรือไม่ ดร.สุรชาติกล่าวว่า เข้าใจดีว่าบุคลากรใน สมช. ต้องการให้คนจากภายในองค์กรขึ้นดำรงตำแหน่ง แต่หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์จะเห็นว่า สมช. เป็นองค์กรที่ “แกว่งมาก” และเมื่อใดที่เกิดรัฐประหาร ก็มักมีการนำทหารเข้ามาดำรงตำแหน่ง

 

“ผมว่าสถานะ สมช. เป็นองค์กรซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน สมช. รวมถึงเลขาธิการ สมช. เป็นแค่ ‘เสมียนความมั่นคง’ ไม่มีบทบาทอะไรจริง เพราะถ้าเป็นทหารมา ทหารก็คุมภายใน ถ้าเป็นพลเรือนมา อย่างไรก็ต้องทำตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ดร.สุรชาติระบุว่า คำถามใหญ่ในวันนี้คือ นักการเมือง ผู้บริหาร สมช. เจ้าหน้าที่ สมช. รวมถึงทหาร เข้าใจบทบาทของ สมช. มากน้อยเพียงใด และประเทศไทยมี สมช. ไว้เพื่ออะไร เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายการเมืองซึ่งเข้ามาบริหารประเทศบางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะใช้ สมช. อย่างไร หรือไม่เข้าใจว่า สมช. มีหน้าที่อะไร

 

เขากล่าวอีกว่า สมช. เป็นองค์กรที่ถูกวิจารณ์ลับหลังอย่างมาก พร้อมเปิดทางว่า หากบุคลากรของ สมช. รับฟังอยู่ก็สามารถโต้แย้งได้ โดยตลอดช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เขาออกไปบรรยายเรื่องความมั่นคง มักมีผู้เข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัวและวิจารณ์ถึงความไร้ประสิทธิภาพของ สมช.

 

ดร.สุรชาติจึงตั้งคำถามว่า สมช. สามารถทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตนเองได้หรือไม่ และงานใดที่ไม่ใช่หน้าที่ก็ควรยุติ ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นหน่วยงานอื่นจัดหลักสูตร สมช. ก็ต้องการจัดหลักสูตร หรือเมื่อเห็นหน่วยงานอื่นทำงานวิชาการ สมช. ก็ตั้งวารสารวิชาการขึ้นมา

 

เขาย้อนถึงยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยว่า ในเวลานั้น สมช. ตั้งหน่วยงานที่เขามองว่า “ประหลาดมาก” โดยกำหนดว่า สมช. จะทำงานด้านสันติวิธีเท่านั้น เขาเคยเสนอต่อทักษิณว่า หาก สมช. คิดจะทำงานด้านสันติวิธี ก็ควรเปลี่ยนสภาพไปเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO หรือย้ายบุคลากรชุดดังกล่าวทั้งหมดไปอยู่ที่สถาบันพระปกเกล้า

 

“ผมรู้ว่านายกฯ ทักษิณทำไม่ได้ แต่สิ่งนี้สะท้อนความไม่เข้าใจบทบาทของคนใน สมช. เอง” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ตั้งคำถาม เก้าอี้เลขาฯ สมช. กลายเป็นที่รองรับปัญหาโผทหารหรือไม่

 

ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ดูเหมือนถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาโผทหาร เมื่อการจัดวางตำแหน่งในกองทัพไม่ลงตัว หรือต้องระบายบุคคลบางคนออกจากหน่วย ก็ส่งมาที่ สมช. และถามว่า ประวัติศาสตร์ของการแต่งตั้งทหารในตำแหน่งนี้มักเป็นเช่นนั้น แล้วครั้งนี้จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันหรือไม่

 

ดร.สุรชาติตอบว่า ไม่ต้องการวิจารณ์ในลักษณะดังกล่าวโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็พบภาวะเช่นนั้น โดยเฉพาะตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นสู่อำนาจ บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ภายหลังรัฐประหารปี 2557 ก็เป็นคำตอบของคำถามดังกล่าวอยู่แล้ว

 

สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือ สมช. มีอำนาจในเชิงนโยบายสูงมาก แต่กลับแสดงบทบาทเป็นเพียงหน่วยงานในระดับยุทธวิธี อันเป็นผลจากความสับสนทั้งของผู้บริหารหน่วยและเจ้าหน้าที่ภายในองค์กร

 

ดร.สุรชาติกล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า สมช. มีงบประมาณจำนวนมาก และวิจารณ์ว่า สมช. “มือเติบ” พร้อมยกตัวอย่างงบประมาณสำหรับการพูดคุยกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN ซึ่งมีการจัดคนไปพูดคุยและพาคู่สนทนาไปหารือในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และตุรกี

 

เขาตั้งคำถามว่า สมช. เคยประเมินหรือไม่ว่างบประมาณส่วนนี้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด รวมถึงกรณีกฎหมายบางฉบับที่ สมช. เตรียมผลักดัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร กฎหมายที่ควรนำมาใช้กลับถูกทิ้งไป

 

“ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ คนใน สมช. ต้องตั้งหลักคิดได้แล้ว ตกลงการที่อยู่ สมช. จะทำหน้าที่อะไร ทราบหรือไม่ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร” ดร.สุรชาติกล่าว

 

เขามองว่า ประเทศไทยทำให้ สมช. กลายเป็นองค์กรราชการแบบพื้นๆ ซึ่งหลายเรื่องไม่มีสาระ จึงควรกลับมาทบทวนตัวเอง หากฝ่ายการเมืองสามารถนำทหารคนใดเข้ามาก็ได้ บุคลากรใน สมช. ก็ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดองค์กรจึงกลายเป็นเพียง “องค์กรไม้ประดับ” และเหตุใดเมื่อกองทัพจัดการปัญหาภายในไม่ได้ จึงสามารถโยนบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาอยู่ในองค์กรนี้ได้

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนกลับมาที่คำถามสำคัญว่า สมช. ยังมีคุณค่าในทางนโยบายความมั่นคงอยู่หรือไม่

 

ปัญหาใหญ่กว่าใครเป็นเลขาธิการฯ คือ สมช. ไม่เข้าใจบทบาทตัวเอง

 

ผู้ดำเนินรายการสรุปว่า ปัญหาของ สมช. มีขนาดใหญ่กว่าคำถามว่าใครจะเข้ามาเป็นเลขาธิการ เพราะยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมาก ตั้งแต่ความเข้าใจในบทบาทของตนเอง ซึ่งควรทำงานด้านยุทธศาสตร์ ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะงานในระดับยุทธวิธี

 

ดร.สุรชาติยกตัวอย่างว่า ครั้งหนึ่งเคยมีเลขาธิการ สมช. ซึ่งย้ายมาจากสายงานข่าว และเข้าใจว่า สมช. มีลักษณะเหมือนสำนักข่าวกรอง จึงมุ่งเน้นงานด้านข่าวเป็นหลัก

 

สำหรับยุคที่เขามองว่าเป็น “ยุคทอง” ของ สมช. มีอยู่ในสมัยบุคคล 2 คน ได้แก่ พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา และ พล.อ. จรัล กุลละวณิชย์ ส่วนนอกเหนือจากนั้น เขามองว่าเป็น สมช. ที่ไม่เข้าใจตัวเอง

 

ดร.สุรชาติกล่าวว่า หากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งใจทำงานด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง ควรนำพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติมาพิจารณาใหม่ และรื้อบางหน่วยหรือบางส่วนใน สมช. เพราะโครงสร้างและภารกิจในปัจจุบันมีความ “เลอะ” โดยเฉพาะการจัดหลักสูตรของ สมช. ทั้งที่ไม่มี สมช. แห่งใดในโลกจัดหลักสูตรเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น

 

นอกจากนี้ บางครั้งยังมีการนำเอกสารการประชุมไปลงในวารสาร ทั้งที่ สมช. ควรเข้าใจว่า การประชุมซึ่งบุคลากรของ สมช. เข้าร่วมเป็นการประชุมแบบปิด ไม่ใช่การประชุมแบบเปิด การนำผลการประชุมไปเผยแพร่ในวารสารของ สมช. จึงอาจก่อให้เกิดข้อกล่าวหาว่า บุคลากรที่นำเอกสารดังกล่าวออกมาเผยแพร่ได้เปิดเผยเอกสารลับทางราชการ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่

 

ดร.สุรชาติระบุว่า เขาเสนอให้รื้อและตั้งหลัก สมช. ใหม่มาตั้งแต่ยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาจนถึงช่วงหลัง เพราะหากไม่ตั้งหลัก งานความมั่นคงของประเทศจะมีปัญหา เนื่องจากอำนาจหลายส่วนอยู่ที่ สมช.

 

เขายังไม่ต้องการเห็นนายกรัฐมนตรีใช้เลขาธิการ สมช. เป็นเพียง ‘buffer’ หรือกันชนทางการเมือง เมื่อมีเรื่องใดก็ให้เลขาธิการ สมช. ออกมาเป็นผู้พูดแทนเล็กน้อย แต่ไม่เคยใช้ สมช. ในฐานะกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแท้จริง

 

ย้ำ 2 หน้าที่หลัก หากทำไม่ได้ ผู้บริหาร สมช. ‘สอบตก KPI’

 

ดร.สุรชาติกล่าวว่า แม้หน้าที่ของ สมช. อาจมีอยู่หลายประการ แต่หน้าที่หลักมีเพียง 2 เรื่อง ได้แก่

 

  • ให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงและการต่างประเทศแก่ผู้นำประเทศ
  • เป็นองค์กรศูนย์กลางในการประสานนโยบายความมั่นคงของหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งหมด

 

“ถ้า สมช. ทำทั้ง 2 อย่างนี้ไม่ได้ แปลว่าผู้บริหาร สมช. สอบตก KPI” ดร.สุรชาติกล่าว

 

ชี้งานข่าวกรองต้องใช้มืออาชีพ พร้อมสร้างประชาคมข่าวกรองใหม่

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการเปลี่ยนผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดร.สุรชาติกล่าวว่า ข้อดีของสำนักข่าวกรองแห่งชาติคือสามารถประคององค์กรมาได้ยาวนาน และสามารถผลักดันบุคลากรภายในขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการได้

 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ควรให้คนในองค์กรขึ้นดำรงตำแหน่ง คือ งานข่าวกรองเป็นงานแบบวิชาชีพ หรือ professional ซึ่งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

 

ดร.สุรชาติกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ย้ายเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยกล่าวว่า หากมีการย้ายดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหา พร้อมกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติว่า “เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ท่านย้ายไปกระทรวงยุติธรรมเป็นญาติท่าน ญาติภรรยาเก่า” และระบุว่าบุคคลดังกล่าวยังเหลืออายุราชการอีก 8 ปี หากดำเนินการเช่นนั้น ระบบงานข่าวกรองอาจเสียหายได้

 

เขาจึงกล่าวขอบคุณที่นายกรัฐมนตรียอมให้รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 2 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรชาติชี้ว่า งานของสำนักข่าวกรองแห่งชาติยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข โดยยกเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดคำถามว่าตกลงแล้วมีเหตุทั้งหมดกี่จุด แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดตอบได้ชัดเจน สะท้อนว่าแม้แต่งานข้อมูลพื้นฐานก็ยังมีปัญหา

 

ท่ามกลางสถานการณ์โลกและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่รัฐไทยกำลังเผชิญ ดร.สุรชาติเสนอแนวทางปรับปรุงงานข่าวกรองของประเทศ 5 ประการ ได้แก่

 

  • ต้องทบทวนและออกแบบระบบงานข่าวกรองของประเทศใหม่
  • ต้องทำให้งานข่าวกรองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับยุทธการและระดับนโยบาย รวมถึงต้องสามารถทราบล่วงหน้าว่า พื้นที่ใดและวันใดมีแนวโน้มจะเกิดเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้น
  • งานข่าวกรองต้องได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเหมาะสม
  • ต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของงานข่าวกรองในโลกสมัยใหม่ เพราะงานข่าวกรองในวันนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ และไม่ควรคิดว่า สมช. คือ ‘007’ เนื่องจากทั้งโลก วิธีการ และเครื่องมือด้านข่าวกรองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
  • ต้องสร้างประชาคมข่าวกรองใหม่ที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะการฟื้นบทบาทของศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ หรือ ศป.ข. ซึ่งรัฐบาลในอดีตเคยใช้งาน แต่ในช่วงหลังนักการเมืองพลเรือนอาจไม่เข้าใจและมองไม่เห็นบทบาทของหน่วยงานดังกล่าว ทั้งที่ ศป.ข. ต้องทำหน้าที่บูรณาการงานข่าวกรองจากทุกฝ่าย

 

ท้ายที่สุด ดร.สุรชาติย้ำว่า โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้นักการเมืองพลเรือนเข้าใจบทบาทของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ต้องเข้าใจบทบาทของ สมช. เพื่อให้องค์กรทั้งสองสามารถทำหน้าที่ด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศได้อย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising