โลกเผชิญภาวะ Extreme Polarization แบ่งแยกสุดขั้ว! ศุภจีดันไทย ‘Heart of Asia’ ชูแนวคิด ‘Ally to All’ หนุนการทูตเศรษฐกิจ ภายใต้กลไก ‘Team Thailand’
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ ‘Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand’ ซึ่งจัดโดย UN Trade and Development (UNCTAD) สถาบันระหว่างประเทศ เพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย ว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง นั่นคือ โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว
อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็น ‘พันธมิตร’ การค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต
เล็งเปิดโต๊ะเจรจา FTA ‘ไทย-แคนาดา’
อย่างไรก็ตาม อาวุธสำคัญของไทยคือความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือโดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ
ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้
“โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา”
สำหรับ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน ศุภจี ระบุว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” ศุภจีกล่าวย้ำ
ศุภจี กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะเร่งกระจายตลาดส่งออก เพื่อ ‘ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง’ มากจนเกินไป พร้อมเร่งขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้าศักยภาพในภูมิภาคใหม่ ๆ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์กับตลาดหลักเดิมอย่างสมดุล
โดยหากดูจากรายงาน Trade and Development Report (TDR 2025) สะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ยังชะลอตัว ความไม่สมดุลของระบบการค้าและการเงินโลก มาตรการกีดกันทางการค้า
ยึดหลักการ ‘Ally to All’ ‘เป็นพันธมิตรทุกประเทศ
ดังนั้น ประเทศไทยจะยึดมั่นในหลักการ Ally to All เป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ
1. การกระจายตลาด
2. การปรับปรุงและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี FTA
3. การเสริมสร้างความสามารถด้านการเงิน โดยย้ำว่าจุดยืนของไทยคือการเป็น ‘Heart of Asia’
ขณะเดียวกัน แนวคิดการค้าในยุคใหม่จะไม่หยุดแค่ ‘Sell To’ (ขายให้) แต่ต้องก้าวสู่ ‘Sell With’ (ขายร่วมกับพันธมิตร) และ ‘Sell Through’ (ขายผ่านเครือข่ายพันธมิตร) เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานระดับโลกโดยบูรณาการนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ภายใต้กลไก Team Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นภูมิภาคต่างๆ รวมถึงใช้ประโยชน์จากบทบาทของอาเซียนผ่าน regionalization
นอกจากนี้ ระยะกลาง ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้า ผ่านการขยายตลาดส่งออกใหม่และพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศที่มีศักยภาพ ส่วนในระยะยาวนั้น มองว่า
“ความผันผวนของนโยบายการเงินโลกและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น อาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญข้อจำกัดด้านการลงทุนและการขยายการค้า ดังนั้น ไทยจึงต้องบูรณาการการค้าเข้ากับเศรษฐกิจมหภาค การเงิน อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน”
ปี 2568 ไทยใช้ FTA ทะลุ 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์
สำหรับ ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 82,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 8.74% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.62% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA
อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 30,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 71.30% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ
สำหรับภาพรวมสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ
2. ทุเรียนสด
3. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ
4. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต)
5. เนื้อไก่ปรุงแต่ง
”การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอ TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้า มุ่งเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน” ศุภจี กล่าวทิ้งท้าย


