ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งกว่า 60 จุดทั่วโลก ปีนี้ ‘ดาวอส’ จัดขึ้นภายใต้ธีม A Spirit of Dialogue และกลายเป็นเวทีสำคัญในการเจรจานอกกรอบ ‘การทูต’ แบบเดิม
WEF 2026 คือพื้นที่ที่ประเทศต่างๆ ใช้จับคู่พาร์ทเนอร์ วางซัพพลายเชนใหม่ และส่งสัญญาณทิศทางเศรษฐกิจโลก
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘ไทย’ จึงต้องมาที่นี่ เพื่อยืนยันบทบาท ให้อยู่ใน ‘Global landscape’
โดย ‘ศุภจี’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ THE STANDARD ว่า ณ วันนี้ ‘ไทย’ ไม่ตกขบวน มีจุดแข็ง แต้มต่อหลายด้าน แต่ต้องหาทางให้เจอ จับพาร์ตเนอร์ให้ได้ และที่สำคัญการค้าโลกวันนี้ ไม่ใช่ดอลลาร์หรือหยวน แต่คือ ‘Trust’
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวกับ ‘THE STANDARD’ ว่า เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569
โดยการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “A Spirit of Dialogue” ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแสวงหาทางออกต่อความท้าทาย ของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก
โดยมีผู้เข้าร่วมราว 2,800 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก และเวทีนี้จะสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าโลก
มาทำอะไรที่ดาวอส?
“เรามา Position ประเทศไทย
ให้อยู่ใน Global landscape เพื่อให้เขาไม่หลงลืมเรา และทำให้โลกเห็นศักยภาพควรที่จะมองประเทศไทยเป็นคู่ค้าและพันธมิตร” ศุภจี กล่าวเปิดก่อนเริ่มบทสนทนา
กติกาใหม่โลกบีบ ‘บริบทโลกเปลี่ยน’ ไทยต้องอ่านเกมอย่างไร?
ศุภจี ระบุว่า วันนี้โลกเผชิญ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อันร้อนแรง ซึ่งก่อนที่จะบินมีประเด็นทั้งเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ และหากมองในแง่ ‘Global landscape’ มีประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลก มากกว่า 60 Active conflict
ซึ่งกระจุกตัวในทุกภูมิภาค
ดังนั้น การค้าขาย ณ วันนี้ จะเห็นชัดว่า ทุกประเทศพยายาม ‘หาหนทางที่จะทำการค้าใหม่’ โดยที่ Trade diversion (การเบี่ยงเบนการค้า) นั้นคือการหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ซึ่งไทยต้องมั่นใจว่าเชื่อถือได้ มั่นใจได้ว่าจะมองถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ฉะนั้น ในการเจรจาค้าขายในโลกวันนี้
“เราไม่สามารถคุยได้แค่ฉันกับเธอ เราต้องคุยได้ว่าฉันกับเธอไปคุยอะไรข้างนอกด้วยกัน คุยกันในเรื่อง Global Supply chain มากกว่า Point to Point เช่น ถ้าเราคุยกับประเทศหนึ่ง เราสองคนช่วยกันทำเพื่อหาตลาดเพิ่มเติมร่วมกัน ต่อจากนี้เมื่อเราเข้าไปประเทศเขา สิ่งที่จะให้เขาจะเกิดประโยชน์อะไร และไปที่ประเทศอื่นได้ด้วย“
นี่คือจุดสำคัญท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่เราจะต้องจับพาร์ตเนอร์ให้ได้ สิ่งที่จะทำให้ไปด้วยกันได้คือ Trust (ความไว้วางใจ) ฉะนั้น Currency (สกุลเงิน)
การค้ายุคนี้ไม่ใช่ดอลลาร์ หยวน แต่คือ ‘Trust’ เขามากับเราแล้วมองผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างไร นี่คือเป้าหมายสำคัญของการมาดาวอส ซึ่งจะได้หารือทั้งทวิภาคีและผู้นำ ต้องหาทางให้เจอ จับพาร์ตเนอร์ให้ได้” ศุภจี กล่าว

สายตา ‘โลก’ มองไทยอย่างไร
ศุภจี ย้ำถึงโอกาสและข้อดีของไทย ในแง่ ‘ภูมิศาสตร์’ (geography) เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจของเอเชียเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจโลกเหนือจดใต้ จีนลงล่าง หรือ เชื่อมขวาไปซ้าย อินเดีย เป็นประเทศขนาดใหญ่ ประกอบกับ ‘ท่าที’ ของไทยที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ
บางกลุ่มประเทศต้องการลดการพึ่งพิงอเมริกาก็อยากคุยกับเรา หรืออีกกลุ่มที่อยากแยกออกจากจีนก็อยากคุยกับเรา
ดังนั้น จุดยืนการไม่เลือกข้างใครคนใดคนหนึ่งคือแต้มต่อสำคัญ ขณะเดียวกัน ต้องหาผลประโยชน์ร่วมกัน ต้องทำให้เขาหาจิ๊กซอว์ (ไทย) ที่ขาดไม่ได้ในซัพพลายเชนโลก
โดยผลจากปีที่ผ่านมาจะเห็นข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2568 มีคำขอลงทุน 9 เดือน มากถึง 1.33 ล้านล้านบาท ที่มาจากต่างประเทศ 9.8 แสนล้านบาท ถือว่าเยอะมาก ดังนั้น ตอบได้ว่า ‘ในสายตาโลกมองไทยอย่างไรนั้น น่าสนใจมาก’
โดยนักลงทุนต่างเข้ามาในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ กรีนเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึง New Generation Automotive (ยานยนต์สมัยใหม่)
สิ่งเหล่านี้สะท้อนจุดยืน (Position) ของไทยได้เป็นอย่างดี
‘ไทย’ ถูกบีบให้เลือกข้างแค่ไหน ไทยตกขบวนหรือไม่ การบ้านที่ต้องทำเพิ่มคืออะไร?
“ไทยไม่ได้ตกขบวน หากตกขบวนจริง ก็จะไม่มีคนสนใจมาลงทุนเยอะขนาดนี้ แต่เราต้องทำเพิ่ม เพราะการเข้ามาลงทุนอย่างเดียวคงไม่พอ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำให้ระบบการขอลงทุนโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนปลดล็อกกฎระเบียบ นำมาสู่มาตรการ Fast Track ควบคู่ ทักษะแรงงาน”
อย่างไรก็ตาม ไทยเจอปัญหาคนเกิดน้อยสูงวัยเยอะ จึงได้วางโครงการ Skill Bridge คือ สะพานเชื่อมทักษะแรงงานไทยเข้าสู่ตลาดงานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุน เราไม่ตกขบวน แต่ต้องทำระบบให้พร้อม
กรณีแร่แรร์เอิร์ธ ‘ไทยยังไม่มีข้อตกลงซื้อขายสำรวจพบแต่อย่างใด’ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีลงนามกับสหรัฐฯ คือเป็นเพียงข้อตกลงหา ‘แนวทาง’ สำรวจ หากมีการลงทุนร่วมกันต้องลงนามร่วมกันอีก ซึ่งจีนเองก็ลงนามกับสหรัฐฯและประเทศอื่นๆไม่ใช่แค่ไทย โดยจีนเป็นแหล่งผลิตแร่ชนิดนี้จำนวนมาก
“ต้องย้ำว่า ไทยมีขั้นตอนของกฎหมาย
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นเหล่านี้ ไทยไม่ได้ถูกบีบให้เลือกข้าง อะไรที่ผูกมัดไทยไม่จำเป็นต้องตกลง”
โดยหากไทยถึงเวลาที่เราจะตกลงการค้ากับใคร ต้องดูผลประโยชน์ประเทศ เช่น เกาหลีใต้ขอนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าไทยโดยไม่เสียภาษี ซึ่งไทยมีระบบนิเวศสันดาปรถญี่ปุ่นในไทยต้องพิจารณา หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แลกสินค้าเกษตร หรือ กรณีสหรัฐฯไทยพยายามหารือในแง่สหรัฐฯ ผลิตไม่ได้” ศุภจี ย้ำ
เจรจาภาษีสหรัฐฯ ไปถึงไหน?
ศุภจี กล่าวอีกว่า ขณะนี้สหรัฐฯ เองก็เผชิญความไม่แน่นอน อย่าง ล่าสุด ศาลเลื่อนคำตัดสินออกไป ก็ส่งสัญญาณบางอย่างว่า ประเด็นนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ‘ไม่ง่าย’ ดังนั้น เราต้องเตรียมตัว แต่ยังคงอัตราตามที่ตกลงไว้ในอัตราเดิม 19%
แต่มีรายละเอียด ที่ยังต้องเจรจาและเตรียมตัวและมีกรณีมาตรการที่ไม่เกี่ยวกับภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) มาตรฐานบางสินค้า รวมถึงข้อตกลงการซื้อขายสินค้าบางข้อ ซึ่งยังไม่ได้มีการปิดเจรจาและย้ำว่าไทยไม่เสียประโยชน์ และหากอนาคตไม่เกิดขึ้นสิ่งที่จ่ายไปแล้วก็สามารถเรียกคืนได้
ทั้งนี้ตัวเลขการส่งออกปีที่ผานมาของไทยอยู่ที่ 12% ขณะที่ปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่เท่าเดิม หากภาษีสหรัฐฯ ระดับนี้ก็ลดลงบ้าง ซึ่งรวมถึงประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน ทว่า ท่าทีของสหรัฐฯในวันนี้ยังไม่มีความแน่นอน
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงนามไปแล้วมีเพียงสิงคโปร์ กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้อินโดนีเซียก็ยังไม่ได้ลงนาม รวมถึงไทยและเวียดนาม ก็ยังอยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงมาตรการ 232 บางอุตสาหกรรมที่เราจะต้องคำนึงการดูแลเยียวยา โดยข้อดีความสามารถในการแข่งขันเทียบเคียงประเทศอื่น
AI และ Digital Trade กับจุดแข็งอาเซียน สู้การค้ายุคใหม่
ขณะเดียวกันมาตรฐานอื่นที่ต้องเดินหน้าคือ Local content ซึ่งสหรัฐฯ สกัด Transshipment ดังนั้น สิ่งที่ไทยทำทั้งหมดจะช่วยทำให้ไทยมีจุดยืนชัดเจน ซึ่งไทยก็มีการทำมาตรฐาน Digital Tradeในมาตรการเดียวกัน นำสกิลของแต่ละประเทศอาเซียนมาพัฒนาร่วมกัน
เช่น QR Pay สามารถทำได้บางประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะช่วย SMEs ไทยอยู่ใน Position กลางอาเซียนที่สามารถสร้างจุดแข็งได้ โดยปัจจุบันสามารถตกลงร่วมกันครบ ซึ่งเดือนเมษายนจะมีความพร้อม
ขณะเดียวกัน AI กับ การค้าขายปัจจุบันส่งผลอย่างมากในแง่ ‘เรียลไทม์’ ที่มากขึ้น ซึ่งผู้ดูนโยบาย กฎระเบียบต้องสร้างการรับรู้เรื่อง AI ให้ทั่วถึง และสามารถทำให้คนตัวเล็กตัวน้อย SMEs 35% ของ GDP เพิ่มให้มากขึ้น ซึ่ง Digital Trade สามารถช่วยยกระดับ คู่ขนานเอกชน อีกประการคือลดต้นทุนการผลิต และสามารถยกระดับการแข่งขัน
ท้ายที่สุด เรื่องกรีน เป็นประเด็นสำคัญ หากไม่ทำอะไรเลยจะเสียโอกาส ซึ่งทุกคนต้องมีความรับผิดชอบ เช่น กฎระเบียบโลกใหม่ มาตรการ CBAM คาร์บอนเครดิต ต้องช่วยผู้ประกอบการให้มีความเข้าใจ ‘ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด’

ควบคู่ไปกับความสามารถในการให้สิทธิประโยชน์ผู้ลงทุนเช่น มาตรการลดหย่อนภาษี ต้องขับเคลื่อนองคาพยพ อีกทั้ง ทำอย่างไรให้เกษตรแม่นยำ นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูเรื่องน้ำ อากาศ ต้องร่วมมือทั้งรัฐ เอกชน
“ในฐานะผู้ดูแลเทรด ส่วนมากจะเห็นโอกาสของไทย เช่น ไทยจะไม่ขายแค่พืชผัก แต่ขายความมั่นคงอาหาร เราเลือกคุย ไม่ใช่จะคุยกับทุกคน อย่างข้าวจะทำได้เต็มที่ 2-3 ล้านตันต่อปี และไม่ใช่แค่ขายอย่างเดียว แต่มุ่งเน้น Food Security ที่ซาอุดีอาระเบีย หรืออย่างอินเดีย ก็มีโอกาส Green”
โดยอินเดียยังมีโอกาสอีกมาก หากร่วมมือกัน แต่ช่วยทำตลาดด้วยกัน ไปขายด้วยกัน เช่นในตลาดยุโรป
ทั้งนี้ ศุภจี ทิ้งท้ายว่า “การค้าขายวันนี้ สุดท้ายโลกเปลี่ยน อยากฝากว่า ต้องหาประโยชน์ร่วมกับคนอื่นให้ได้ ไม่ใช่แค่ประโยชน์ฝ่ายเดียว ซึ่งเราต้องทำการบ้านเยอะ ไม่ใช่แค่ขายสิ่งที่มี แต่ขายสิ่งที่เขาอยากได้”
โดยเรื่องบางเรื่องเรายอม เขายอม ถ้าเราหาสิ่งนี้ได้ก็จะทำให้เรามีพาร์ตเนอร์ได้ ซึ่ง Trust ความไว้วางใจสำคัญมากในการเปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตร ‘เป็นหัวใจ’ หลักที่จะทำให้ไทยยืนอยู่ได้ในซัพพลายเชนโลก
วันนี้ ไทยไม่ตกขบวนแน่นอน แต่เราต้องทำการบ้าน ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ฉันสวยแล้ว แต่เรามีเรื่องต้องพัฒนาไปด้วยกัน’


