ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ชำแหละ แนวทางการปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร ชี้รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการประคองหนี้รัฐวิสาหกิจ และภาระค่าครองชีพของประชาชน เตือนอย่ารีบใช้เงิน Claw back หากเหลือไม่พอ ราคาค่าไฟอาจพุ่งทะลุแบบราคาน้ำมันได้
ประเด็นสำคัญ
ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสูตรการคิดค่าไฟทั้ง 3 สูตร ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น โดยอธิบายเหตุผล ดังนี้
- หากเลือกสูตรที่กดค่าไฟให้ต่ำที่สุด ผลที่ตามมาคือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ. และ ปตท. จะต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนไปก่อนด้วยการยืดหนี้ออกไป
- การนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้เพื่อลดค่าไฟลงก่อน ทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ไม่ได้รับการชดเชย ซึ่งตามปกติแล้ว เงินส่วนดังกล่าวจำเป็นต้องเก็บไว้สำหรับลงทุน เช่น ใช้ในการลงทุนสร้างสายส่ง
- การรีบนำเงิน Claw back ออกมาใช้ จะมีลักษณะคล้ายกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากรีบใช้จนไม่เหลือเงินเพียงพอ เมื่อถึงคราววิกฤตจริงอาจส่งผลให้ค่าไฟต้องดีดพุ่งทะลุ แบบเดียวกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุไปถึง 6 บาทในภายหลังได้
ทั้งนี้ Claw back คือเงินที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการลงทุนที่ไม่เป็นตามแผน มาบริหารจัดการค่าไฟฟ้า หรือบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐ
ชี้อิงราคาก๊าซต่ำเกินจริง
นอกจากนี้ ศุภโชติยังระบุอีกว่า ในการคิดค่าไฟในงวดที่จะถึงนี้ (พ.ค. – ส.ค.) ทางรัฐบาลได้ประเมินราคาก๊าซธรรมชาติ โดยใช้สมมติฐานที่ต่ำเกินจริง ซึ่งได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU ในขณะที่ราคาตลาดโลกพุ่งไปถึงประมาณ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU แล้ว
ศุภโชติกล่าวต่อว่า “การเก็บค่าไฟต่ำกว่าต้นทุนจริงในวันนี้ จะกลายเป็นหนี้สะสมที่จะโผล่ขึ้นมาในอนาคต ซึ่งเมื่อนำไปคิดในค่าไฟงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม ประชาชนจะโดนผลกระทบ 2 ต่อ คือทั้งหนี้ที่ต้องแบกรับมา และราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริง ณ ขณะนั้น”
สุดท้ายนี้ หากรัฐบาลเลือกที่จะขึ้นค่าไฟพรวดเดียวเพื่อใช้หนี้ กฟผ. ก็จะเกิดปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งศุภโชติมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้เงิน และการประคองราคาค่าไฟ
เสี่ยงก่อหนี้เพิ่มอีกแสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากรัฐบาลตัดสินใจยืดหนี้และตรึงราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง ศุภโชติประเมินว่า จะทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ประมาณ 50,000 ล้านไม่ได้รับการชำระ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาด
หากกระแสเงินสดไม่พอ ศุภโชติชี้ว่า กกพ. ก็จำเป็นต้องกู้เงินมหาศาล คล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยมีการกู้อยู่ประมาณ 85,000-100,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศุภโชติระบุว่า นับเป็นโชคดีที่สถานการณ์คราวนั้นไม่ยืดเยื้อมาก และมีระยะเวลาไม่นานจน กกพ.สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน
ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 กฟผ. มีภาระต้นทุนคงค้าง (AF) เหลือ 35,928 ล้านบาท และมีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจ (AFGas) เหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท โดยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กฟผ. เคยแบกรับภาระต้นทุนคงค้างสูงถึง 150,268 ล้านบาท
ค่าไฟอาจพุ่งไป 5 บาทกว่า-เสี่ยงไฟดับทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ศุภโชติเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระแสเงินสดมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าเชื้อเพลิงให้หน่วยงานต่างๆ โรงไฟฟ้าก็จะหยุดผลิต และนำไปสู่ผลกระทบล้มพับเป็นโดมิโนได้ สุดท้ายแล้วค่าไฟอาจพุ่งสูงกว่า 5 บาท หลังจากตรึงราคาต่อไปไม่ไหว
ไม่เพียงเท่านั้น หากรัฐวิสาหกิจขาดสภาพคล่องหนักจนมีปัญหา ศุภโชติมองว่าอาจเกิดภาวะไฟดับภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ศุภโชติมองว่าภาวะไฟดับภายในประเทศไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเชื่อว่ารัฐบาลอาจเลือกดีดราคาค่าไฟขึ้นก่อนที่จะปล่อยให้ถึงจุดนั้น
จับตา กกพ.เคาะค่าไฟ 3 สูตร 1 เม.ย.
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกพ. เตรียมเคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากเสนอแนวทางไป 3 สูตร พร้อมเปิดรับฟังความเห็น ไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้
โดยทั้ง 3 กรณี ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการชดใช้หนี้คืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
- โดยแนวทางที่ 1 เป็นการจ่ายคืนภาระหนี้คงค้างที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. ทั้งหมด ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยดีดขึ้นมาแตะระดับ 4.59 บาทต่อหน่วย
- สำหรับแนวทางที่ 2 เป็นการพักหนี้เดิมออกไป ยังไม่ต้องชำระคืน กฟผ. ส่งผลให้ค่าไฟแตะ 4.08 บาทต่อหน่วย
- ส่วนแนวทางที่ 3 คือการพักหนี้ กฟผ. และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ซึ่งมีอยู่ 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุนราคาค่าไฟ ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ทั้ง 3 แนวทาง ล้วนเป็นทางเลือกสำคัญที่ กกพ. จะต้องตัดสินใจอย่างเหมาะสม เพื่อบริหารภาระค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนภาระหนี้ของ กฟผ. และหนี้ของ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติรายหลักของประเทศ

