ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษ 4 เเละสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์ กับพวก 11 ราย ฐานฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสาร และลักทรัพย์นายจ้าง
เดิมคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่ศาลอาญาพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2563
ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาเเก้ โดยมองว่าคดีไม่เป็นการฟ้องซ้ำ เเละลงโทษศุภชัย (จำเลยที่ 1) ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม กระทงละ 2 ปี 22 กระทง เป็นจำคุก 44 ปี
ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกศุภชัย กระทงละ 1 ปี 721 กระทง เป็นจำคุก 721 ปี
เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก มีกำหนด 20 ปีตามกฎหมายอาญา 91 (2) และให้คืนเงินจำนวน 10,812,663,995.29 บาท แก่โจทก์ร่วม
ในส่วนของจำเลยคนอื่นๆ จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 11 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ส่วนจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 คือคงจำคุก20 ปี
กระทั่งวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยเเก้เพิ่มเป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 รวมทั้งความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายกระทง ในสำนวนแรก จำคุก 5 ปี ในสำนวนหลัง ผิดฉ้อโกงประชาชน 16 กระทง และปลอมหรือใช้เอกสารสิทธิปลอม 16 กระทง
ส่วนจำเลยที่ 7 มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง รวม 549 กระทง
แม้โทษรวมตามจำนวนกระทงจะรวมกันเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกสูงสุด 20 ปี
ศาลยังสั่งให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหาย 2,455 ราย กว่า 5,612 ล้านบาท และคืนเงินแก่โจทก์ร่วมอีกกว่า 10,726 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดบางส่วนกว่า 9,000 ล้านบาท
สำหรับคณะทำงานอัยการคดีพิเศษในคดีนี้ ประกอบด้วย ชาติพงษ์ จีระพันธ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ (ในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เเละ เทพประทานพร ทองคลัง อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ทำหน้าที่เลขานุการคณะทำงาน และเป็นพนักงานอัยการผู้ว่าความในศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในสำนวนที่ซับซ้อนที่สุดของสำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากมีธุรกรรมการเงินจำนวนมหาศาล เอกสารบัญชีนับหมื่นหน้า และเส้นทางเงินที่โยงใยหลายทอด ภารกิจของพนักงานอัยการในคดีนี้ ไม่ใช่เพียงพิสูจน์การกระทำความผิดรายกระทง แต่ต้องอธิบายระบบการเงินและบัญชีของสหกรณ์ให้ศาลเข้าใจ ตั้งแต่ขั้นตอนการระดมทุน การสั่งจ่ายเช็ค การโอนเงินออกนอกระบบ จนถึงการผ่องถ่ายเงินไปยังบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การไต่สวนต้องใช้พยานเอกสารจำนวนมหาศาล ควบคู่พยานผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน เพื่อเชื่อมโยงเจตนาและพฤติการณ์ทุจริต
สำนวนหลักของคดีคลองจั่นยังเป็นจุดตั้งต้นของคดีฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีชื่อของ พระธรรมชโย ปรากฏในสำนวนสอบสวน รวมถึงคดีที่มี ณฐพร โตประยูร เป็นจำเลยในสำนวนที่เกี่ยวพัน เนื่องจากเช็คสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เมื่อตรวจสอบเส้นทางทางการเงินแล้ว พบว่าปลายทางผู้รับเงินตามเช็คคือวัดพระธรรมกายกับณฐพร บุคคลทั้งสองจึงต้องถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงิน กับศุภชัย ในฐานะผู้สั่งจ่ายเงินตามเช็ค จึงถือว่ามีความผิดมูลฐาน ในอันที่จะดำเนินคดีความผิดฐานฟอกเงินต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ก็จะไม่มีความผิดมูลฐานที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป เครือข่ายการเงินที่ถูกเปิดเผยในคดีนี้ จึงขยายผลไปสู่คดีอาญาและคดีฟอกเงินอีกหลายสำนวน ซึ่งรูปแบบการระดมเงินโดยอ้างผลประกอบการดี ก่อนพบความจริงว่าขาดทุนสะสม ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นโมเดลต้นแบบให้คดีทุจริตในตลาดทุนหลายคดีในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือ กรณีหุ้นสตาร์คที่ถูกกล่าวหาว่าตกแต่งบัญชีและหลอกลวงนักลงทุน


