บรรยากาศบนเวที THE STANDARD Debate เมื่อคืนวันที่ 28 มกราคม เป็นมากกว่าการประชันวิสัยทัศน์ แต่คือการเร่งเครื่องเข้าสู่โค้งสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดันของ 12 วันก่อนการเลือกตั้ง ทุกคำพูดและท่าทีบนสนามแข่งนี้ ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ว่าจะเลือกกาบัตรให้ใครเข้าสู่เส้นชัย
ตัวแทน 5 พรรคการเมืองหลัก ซึ่งล้วนแล้วแต่ถูกจับตาว่าเป็นตัวแปรสำคัญของสมการรัฐบาลหลังวันเลือกตั้ง ตบเท้าเดินสู่สนามแห่งการทดสอบ ประกอบด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์, วราวุธ ศิลปอาชา พรรคภูมิใจไทย, น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคกล้าธรรม และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
เวทีดีเบตถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก คือ
Round 1: Battle จับคู่พรรคการเมืองเผชิญหน้ากัน เพื่อถกเถียงมุมมองที่ต่างกันต่อสายตาประชาชน
Round 2: Big Question คำถามแทนประชาชนเพื่อทดสอบจุดยืน และเปิดโอกาสให้แต่ละพรรคได้ซักถามซึ่งกันและกัน ก่อนเข้าสู่รอบสุดท้าย
Round 3: Special Guest & Final Answer แขกสุดพิเศษคือ ‘น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ’ เด็กเจน Alpha ซึ่งเป็นตัวแทนของเยาวชนและอนาคตของประเทศ จะตั้งคำถามสุดท้ายถึงตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง
THE STANDARD ชวนย้อนกลับไปเป็นพยานบนเวทีประชันวิสัยทัศน์ ประมวลจุดยืน ท่าที แนวคิด และแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลของทั้ง 5 พรรคการเมือง

ภาพ: ฐานิส สุดโต
เพื่อไทย: พรรคที่พร้อมบริหาร และไม่ปิดประตูตาย
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โชว์ฟอร์มบนเวทีดีเบตด้วยสไตล์ ‘ผู้ใหญ่พร้อมบริหาร’ ที่สุภาพยิ้มแย้ม แต่พร้อมตั้งประเด็นเชือดเฉือน เขาฟาดฟันพรรคประชาชนอย่างเจ็บแสบด้วยการตั้งคำถามจี้ใจดำเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ‘เทาไม่มีเรา’ และการทำ MOA กับค่ายสีน้ำเงิน
จุลพันธ์ยกข้อเท็จจริงมาปกป้องจุดอ่อนของเพื่อไทยเรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต และอีกหลายนโยบายที่ยังไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ โดยขอให้ ‘อย่าตัดตอนประวัติศาสตร์’ และย้ำถึงผลงานระดับตำนานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อยืนยันว่าพรรคมีดีเอ็นเอแห่งความสำเร็จ แม้ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากขั้วอำนาจเก่า

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ในเกมชิงอำนาจ จุลพันธ์เดินเกมอย่างเหนือชั้นด้วยท่าทีถามจี้ประเด็นแผล แม้จะยกประเด็นที่ภูมิใจไทยเคยขวางการแก้สิทธิประกันสังคม หรือปมร้อนอย่างเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. มาโจมตี แต่กลับ ไม่ปิดตายประตูการร่วมรัฐบาล
เขาประกาศชัดว่าเพื่อไทยพร้อมเป็นแกนนำและจะไม่พาการเมืองไปสู่ทางตัน สะท้อนความเก๋าเกมที่พร้อมประนีประนอมเพื่อเข้าไปบริหารประเทศ แต่ก็ไม่วายดักคอพรรคอื่นว่าอย่าทำตัวบริสุทธิ์ผุดผ่องเกินจริง เพราะในทางการเมืองทุกคนต่างมีบาดแผล
ก่อนจะปิดท้ายด้วยโมเมนต์สุดน่ารัก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ‘น้องกระชาย’ เด็ก ป. 2 ที่ยิงคำถามกดดันเรื่องสัญญาหากทำไม่ได้ในสิ่งที่พูด ทำให้จุลพันธ์ถึงกับสลัดคราบนักการเมืองกลายเป็น ‘อาหนิม’ คุณพ่อลูกหนึ่งที่แสนอบอุ่น ตอบกลับด้วยรอยยิ้มและการสวมกอดว่า “จะไม่มีวันทำให้กระชายต้องอกหัก” พร้อมรับปากว่าจะทำให้ดีที่สุดหากได้รับโอกาสเป็นนายกฯ สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำที่นอกจากจะบู๊ล้างผลาญได้แล้ว ยังมีความเมตตาและใจเย็นกับเยาวชนคนรุ่นใหม่

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ประชาธิปัตย์: จองบทบาท ‘ผู้คุมหางเสือ’ รัฐบาล
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อดีตนายกฯ หนึ่งเดียวในเวทีนี้ ผู้เปี่ยมประสบการณ์การฟาดฟันบนเวทีดีเบตมานับไม่ถ้วน เขาเปิดฉากด้วยการย้ำจุดยืนว่า ยึดมั่นใน ‘สัจจะ’ เหนือสิ่งอื่นใด ดังคำขวัญ ‘สจฺจํ เว อมตา วาจา’ หรือ “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” เพื่อตอบคำถามที่ว่า หากต้องเลือกระหว่างการรักษาคำพูดกับผิดคำพูดเพื่อเข้าสู่อำนาจ เขายืนยันว่า ต้องรักษาสัจจะ และมองว่าการอ้างสถานการณ์วิกฤตเพื่อตระบัดสัตย์นั้นเป็นเพียงข้ออ้าง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ฉายภาพบทบาทของพรรคที่มุ่งหวังหลังการเลือกตั้งอย่างชัดเจน อภิสิทธิ์ระบุว่า พรรคมีความพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งตัวบุคคลและนโยบาย ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็จะวางบทบาทเป็น ‘ผู้คุมกฏ’ โดยวางเงื่อนไข 4 ข้อ คือ ไม่คอร์รัปชัน ไม่มีทุนสีเทา ไม่มีการครอบงำ ไม่สร้างความแตกแยก พรรคจะสามารถกำหนดเงื่อนไขและทิศทางได้ หากรัฐบาลทำผิดเงื่อนไข พรรคก็พร้อมถอนตัว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ส่วนหากต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็จะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนแม้ไม่มีอำนาจรัฐ

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ในช่วงหนึ่ง เขายังได้แสดงความเห็นต่อชื่อ ‘New Game New Deal เกมเดือดเลือกตั้ง 2569’ แคมเปญเกาะติดการเลือกตั้งของ THE STANDARD ว่า New Game นั้นโอเค แต่สำหรับคำว่า New Deal นั้นเขาไม่แน่ใจ เนื่องจากเขาไม่อยากให้การเมืองเป็นเรื่องของการตกลงผลประโยชน์หรือ ‘ดีล’ อีกต่อไป แต่อยากให้เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าต้องการอะไรมากกว่า
เมื่อ THE STANDARD ตั้งคำถามว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะยืนยันชัดเจนว่า ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม แล้วกล้ายืนยันบนเวทีนี้เลยหรือไม่ ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยต่อสู้และตราหน้าเรื่องการทุจริตและการครอบงำมาตลอดหลายทศวรรษ โดยอภิสิทธิ์ตอบว่า วันนี้เขากำลัง ‘จับตาดูอยู่’ ว่าพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่
“หากก้าวข้ามเรื่องนี้ได้ก็ถือเป็นบทใหม่ของการเมืองไทย แต่หากยังมีปัญหาเดิม จุดยืนของเขาก็จะเหมือนเดิม” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
มาถึงช่วง Final Question จากน้องกระชาย อภิสิทธิ์ได้เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เหมาะกับเด็กน้อย โดยยกคำอุปมาที่เข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่า หากทำตามที่พูดไม่ได้จะรักษาเยียวยาจิตใจน้องกระชายอย่างไร โดยย้ำว่า ‘คำพูด’ เป็นเรื่องสำคัญมาก ก่อนสัญญากับใคร เช่น สัญญาว่าจะพาน้องไปเที่ยว ต้องมั่นใจก่อนว่า ว่าง มีรถไป และสถานที่ไม่ปิด หากไม่พร้อมก็ไม่ควรพูดแต่แรก และหากเกิดเหตุสุดวิสัยจริง ก็ควรอธิบายอย่างตรงไปตรงมา และหาวิธีอื่นทดแทน

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ภูมิใจไทย: หลังเลือกตั้ง ‘ล้างไพ่’ ลืมความขัดแย้ง
วราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 3 ของพรรคภูมิใจไทย ใช้พื้นที่บนเวทีดีเบตย้ำจุดยืนของพรรคว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ คือภารกิจที่ต้องทำสำเร็จให้ได้ โดยไม่มีข้ออ้างเรื่องปัจจัยภายนอก ทั้งนี้การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และ ไม่แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์
“ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน สนับสนุนการมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมีส่วนร่วม ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” วราวุธระบุ

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ส่วนความกังวลใจต่อคดี ฮั้ว สว. เขากระโดง วราวุธย้ำ หากพรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าตรวจสอบทุกคดี เพื่อเคลียร์ความบริสุทธิ์ ยืนยันเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ ไม่มีอะไรปกปิด และไม่กังวลประเด็นคดีเป็นอุปสรรคการจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ประเด็นร้อนเรื่องกองทุนประกันสังคม วราวุธชี้ว่า เงินประกันสังคมเป็นเงินของประชาชน พรรคภูมิใจไทยเห็นว่า จำเป็นต้องปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ย้ายออกจากระบบราชการแล้วสร้างปัญหาใหม่
เขาย้ำว่า การปฏิรูปต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ว่า ปัญหาอยู่ที่กฎระเบียบ โครงสร้าง หรือบุคลากร แล้วแก้ให้ตรงจุด พร้อมตั้งคำถามกลับว่า หากแยกประกันสังคมออกจากระบบรัฐ จะอยู่ในรูปแบบใด (รัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคล) เพราะหากอยู่นอกการกำกับรัฐ อาจควบคุมไม่ได้ ขณะที่กรณีซื้อตึก SKYY9 หากผลสอบชี้ว่ามีความผิด พรรคยืนยันว่า ไม่ปกป้องใคร และปล่อยให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
วราวุธยังเปิดเผยจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย จากคำถามของ THE STANDARD ที่ว่า สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยที่เคยบาดหมางกันได้หรือไม่ โดยบอกว่า เรามา “ล้างไพ่” กันใหม่ รอการตัดสินของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แล้วมาดูว่านโยบายเข้ากันได้หรือไม่ ส่วนไหนด้อยลบออก ส่วนไหนดีเราเสริม โดยมองข้ามความขัดแย้งในอดีตไป

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
กล้าธรรม: เขียวไม่เอาเทา อย่าใช้ความรู้สึกตัดสินจริยธรรม
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม พลิกสถานการณ์บนเวทีดีเบต จากการเป็นเป้าโจมตีเรื่อง ‘ทุนสีเทา’ สู่การประกาศจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ภายใต้วลี “พรรคกล้าธรรมสีเขียว ไม่เอาเทา” โดยยืนยันเจตนารมณ์ว่ามาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองต้องสูงกว่าบุคคลทั่วไป 100% แต่สังคมจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างกระบวนการกล่าวหากับคำพิพากษาของศาล
เขาเรียกร้องให้ยึดหลักนิติรัฐที่ว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระแสสังคมหรือความรู้สึกส่วนตัวถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการตัดสิทธิ์ หรือผลิตซ้ำวาทกรรมเพื่อด้อยค่าคู่แข่งโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนตามกระบวนการยุติธรรม

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
บรรยากาศการดีเบตทวีความดุเดือดเมื่อเข้าสู่ช่วงการปะทะคารม โดย น.อ. อนุดิษฐ์ ได้งัดข้อเท็จจริงทางกฎหมายขึ้นมาหักล้างข้อสงสัยของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแกนนำพรรคกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาผ่านหลักฐานภาพถ่าย โดยตั้งข้อสังเกตย้อนกลับว่า ในคดีที่มีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องไปแล้วถึง 42 ราย เหตุใดบุคคลหลักที่ถูกพาดพิงกลับยังไม่มีแม้แต่หมายจับ ซึ่งสะท้อนว่าหลักฐานภาพถ่ายเพียงใบเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินความผิดใครได้
พร้อมกันนี้ยังตอบโต้จุดยืนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศปิดตายการร่วมงานกับพรรคสีเทา ว่าเป็นการสร้างวาทกรรมกีดกันและดูถูกประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้พรรคกล้าธรรมเข้ามาทำหน้าที่ เปรียบเสมือนการสร้างแพะรับบาปทางการเมืองเพื่อความได้เปรียบในการหาเสียง

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
นอกเหนือจากเกมการตอบโต้ทางการเมือง พรรคกล้าธรรมได้เบี่ยงประเด็นความขัดแย้งสู่การพิสูจน์ตัวเองในฐานะพรรคนักปฏิบัติ ผ่านนโยบายโฉนดเพื่อการเกษตร (ครุฑเขียว) ที่มุ่งเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นทรัพย์สินที่เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจฐานราก
ในช่วงท้ายของการดีเบตกับการพูดคุยกับแขกคนพิเศษอย่างน้องกระชาย น.อ.อนุดิษฐ์ ได้วางเดิมพันตำแหน่งทางการเมืองต่อหน้าตัวแทนคนรุ่นใหม่ว่า “หากทำไม่ได้ตามสัญญา ยินดีลาออกเพื่อให้คนเก่งกว่ามาทำ” เปรียบเหมือนการประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการกอบกู้ศรัทธาด้วยผลงานเชิงประจักษ์ มากกว่าการติดหล่มอยู่ในสงครามการพิสูจน์เรื่องความขาวหรือเทาที่ยังไร้บทสรุปทางกฎหมาย

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ประชาชน: ไม่หัวชนฝา ความหวังบนฐานของความจริง
ตัวแทนที่อายุน้อยที่สุดบนเวทีดีเบต ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผู้พร้อมเผชิญความท้าทายทุกสนาม เขาตอกย้ำแนวคิดของพรรคว่า “มาตรฐานทางจริยธรรมการเมือง ต้องสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย”
ถึงกระนั้น เขาไม่ยอมรับในกลไกขององค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะมากำกับเรื่องนี้ พร้อมชี้ว่า ผู้จะกำกับนักการเมืองได้ดีที่สุด คือพรรคการเมืองเอง มาตรฐานขั้นต่ำของพรรคการเมืองคือ หากมีผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสีเทา หรือคดีความ ก็ไม่ควรส่งลงรับสมัครเลือกตั้งต่อไป
บนเวทีนี้ ณัฐพงษ์ยังเผชิญหน้าทางจุดยืนกับพรรคภูมิใจไทย โดยเรื่องการ ‘หักดีล MOA’ ถูกยกมาเป็นแกนหลัก เขายืนยันว่า เจตนาของการทำ MOA คือต้องการผลักดันเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งทำให้ปัจจุบันนี้เรามีบัตร 3 ใบในคูหาเลือกตั้ง แทนที่จะมี 2 ใบ พร้อมย้ำว่า มีการหักดีลโดยพรรคภูมิใจไทยจริง แม้จะยกข้ออ้างว่าควบคุม สว. ไม่ได้ แต่การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ณัฐพงษ์ยังได้แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันพรรคประชาชน ‘มองขาด’ ในเกมต่อรองทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเขาถูกอภิสิทธิ์จี้ถามว่า การประกาศจุดยืนว่าจะไม่ร่วมกับใคร เป็นการสร้างอำนาจต่อรองหรือไม่ ณัฐพงษ์ตอบว่า พรรคประชาชนมีหลักการคือไม่ยอมรับ ‘รัฐมนตรีสีเทา’ แต่หากวันนี้พูดว่าจะปิดประตูจับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะทำให้พรรคเพื่อไทย “เรียกราคาสูงขึ้น” แน่นอน
เขาอธิบายอีกว่า หากลดทางเลือกตัวเองแล้ว พรรคเพื่อไทยเสนอรัฐมนตรีคนไหนมาก็ต้องยอม แม้จะเป็นรัฐมนตรีที่คุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนตั้งไว้ เพราะได้ปิดประตูตัวเองไปแล้ว คำตอบนี้ของณัฐพงษ์สะท้อนถึงมิติการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ลุ่มลึกขึ้นกว่าอดีตพรรคก้าวไกล
“พรรคประชาชนทุกวันนี้เติบโต เรามีหลักการ เราไม่ได้หัวชนฝา แต่เราทำการเมืองบนฐานความเป็นจริง” ณัฐพงษ์สรุป

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ท้ายสุดในช่วงตอบคำถามของน้องกระชาย ณัฐพงษ์ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์การบริหารประเทศแบบพรรคประชาชน โดยเชื่อมโยงผ่านสายตาของเด็ก เขาถามน้องกระชายกลับว่า น้องชอบอะไร อยากเป็นอะไร ซึ่งน้องกระชายตอบกลับว่า “อยากเป็นคนรวยที่สุขภาพดี”
ทำให้ณัฐพงษ์ตอบว่า น้องกระชายต้องอยู่ในประเทศที่ทำธุรกิจได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปคอยจ่ายส่วยสินบน หรือเงินใต้โต๊ะ หากได้นักการเมืองที่ไม่ทุจริตคอร์รัปชันเข้าไปจัดการปัญหาเหล่านี้ น้องกระชายจะได้ทำธุรกิจที่อยากทำจนรวย และมีสุขภาพดีด้วย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


