ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง พร้อมคาด GDP ไทยปี 2568 และ 2569 จะขยายตัวที่ 2% มองความไม่แน่นอนด้านการค้า และการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น พร้อมคงมุมมองเฝ้าระวัง แต่เชื่อไทยจะไม่ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
วันนี้ (26 มิถุนายน) ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำประเทศไทยและเวียดนาม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น จากแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเสถียรภาพของภาคต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
โดย Standard Chartered คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2% ทั้งในปี 2568 และ 2569 อย่างไรก็ตาม แรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ดร.ทิม ยังเตือนว่า ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่า จะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง
“เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกระจายตลาดส่งออกจะเป็นแรงหนุนในระยะยาว” ดร.ทิมกล่าว
โดย Standard Chartered คาดว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline) จะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย
โดยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ระดับ 1% ภายในสิ้นปี 2569 จากระดับ 1.25% ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ
ด้านการคลัง ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คาดว่า การขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของ GDP
“แม้ว่าการปรับฐานะการคลัง (Fiscal Consolidation) จะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (Investment Grade) ไว้ได้” ดร.ทิมกล่าว
ส่วนในระยะถัดไป แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะกลางจะได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการยกระดับอุตสาหกรรมหลัก การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก


