×

ศรีจันทร์โตแรง ยอดขายทะลุ 2,000 ล้าน หลังดึง ‘แบมแบม GOT7’ เสริมพลัง ปั้นแบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

11.03.2026
  • LOADING...
ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ศรีจันทร์วางเรียงพร้อมภาพ แบมแบม GOT7 พรีเซนเตอร์ผู้เสริมพลังแบรนด์

“เปิดต้นปีมาอุตสาหกรรมความงามและสกินแคร์ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้อัตราการเติบโตอาจไม่สูงเท่าช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 3-4% จากมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสกินแคร์ที่ยังเติบโตได้เร็วกว่ากลุ่มสินค้าอื่นๆ” รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าว

 

Skin Health และ Anti-Aging ดันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

 

ปัจจัยที่ทำให้ตลาดโตมาจากเทรนด์ด้าน Skin Health ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการมีผิวโกลว์สุขภาพดี ควบคู่กับศาสตร์ด้าน Anti-Aging ขณะเดียวกัน เอเชียก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Trend Setter สำคัญของกระแสความงามดังกล่าวในระดับโลก

 

ในส่วนของศรีจันทร์ ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติไทยนั้น ที่ผ่านมาได้เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์หลักอยู่ใน 3 หมวด ได้แก่ เมคอัพ, ครีมกันแดด และสกินแคร์ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายตลาดสกินแคร์อย่างจริงจัง และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เติบโตเร็วสุด และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างดี

 

ปัจจัยดังกล่าว มีส่วนทำให้ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์มียอดขายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ โดยกลุ่มสินค้าที่เติบโตสูงที่สุดคือสกินแคร์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตถึง 50-60% สูงกว่าภาพรวมตลาดที่เติบโตเพียง 34%

 

รวิศยอมรับว่า ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ดังนั้นผู้เล่นในตลาดจำเป็นต้องคิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้ผู้บริโภคอาจไม่ได้ต้องการการตลาดที่หวือหวาหรือเวอร์วังมากนัก แต่แบรนด์จำเป็นต้องมีลูกเล่นและไอเดียใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในมุมมองของหลักการตลาดไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคชื่นชอบอะไร และพยายามนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในจุดที่ผู้บริโภคสนใจให้ได้

 

เปิดไลน์สกินแคร์ใหม่ ใช้ Vegan PDRN จากดอกคามิลเลีย

 

สำหรับทิศทางในระยะต่อไป ศรีจันทร์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด โดยล่าสุดได้นำนวัตกรรม Vegan PDRN ซึ่งเป็นสารสกัด DNA จากดอกคามิลเลีย มาพัฒนาเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย เจลโฟม, เจลครีม, น้ำตบ และเซรั่ม โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย

 

ดึง ‘แบมแบม GOT7’ สร้างพลังแบรนด์ระดับโลก

 

ในด้านการทำตลาด บริษัทได้เลือกใช้ กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม หนึ่งในสมาชิกวงเคป๊อป GOT7 มารับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เพื่อช่วยสื่อสารแบรนด์สู่ผู้บริโภค

 

รวิศมองว่า แบมแบมมีพลังของความเป็น Global Superstar สูง ซึ่งสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูมีความเป็นสากลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนยอดขาย ควบคู่ไปกับการสร้าง Engagement กับกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวศิลปินและฐานแฟนคลับมีส่วนช่วยโปรโมตแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคชื่นชอบแบรนด์ที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และไม่โอ้อวดเกินจริง

 

เทรนด์ใหม่ สกินแคร์ต้องง่ายและเร็ว

 

ขณะเดียวกัน เทรนด์ความงามในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะมุ่งไปสู่การดูแลผิวแบบองค์รวมมากขึ้น โดยการดูแลผิวจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทาครีมเท่านั้น แต่จะครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การรับประทานอาหาร การนอนหลับที่มีคุณภาพ การลดความเครียด ไปจนถึงการดูแลสุขภาพโดยรวม

 

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับขั้นตอนการใช้สกินแคร์ที่มีหลายขั้นตอน จึงหันมามองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย ใช้ขั้นตอนน้อยลง หรือสามารถดูแลผิวได้ภายในเวลาเพียงประมาณ 10 นาทีในช่วงเช้า ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นในตลาดต้องพร้อมปรับตัวให้ทัน

 

นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของศรีจันทร์ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของศรีจันทร์มีการส่งออกไปจำหน่ายในประมาณ 5-6 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน และลาว โดยสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 5% ของยอดขายรวม แม้ว่าตลาดเครื่องสำอางในญี่ปุ่นและจีนจะมีการแข่งขันสูงก็ตาม

 

แต่กระแส T-Beauty หรือสินค้าความงามจากประเทศไทยเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคต่างชาติมองว่า หากเครื่องสำอางไทยสามารถทนต่อสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นของประเทศไทยได้ ก็ย่อมสามารถใช้งานได้ดีในประเทศอื่นเช่นกัน โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ ได้แก่ แป้ง และเจลครีม

 

สำหรับแผนการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ บริษัทจะยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวจำเป็นต้องใช้เวลาในการเจรจา โดยในอนาคตบริษัทมีความสนใจขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ความท้าทายปีนี้ ‘กำลังซื้อชะลอ ต้นทุนเพิ่ม’

 

ในด้านความท้าทายของปีนี้ รวิศมองว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายโดยรวมชะลอตัวลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเดินเรือที่ทำได้ยากขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

 

ท้ายที่สุด รวิศยังเปิดเผยถึงแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า อาจต้องเลื่อนออกไปก่อน เพื่อรอจังหวะของสภาพตลาดที่เหมาะสม โดยในปีนี้บริษัทจะมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้านและโครงสร้างองค์กรเป็นหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories