×

อ่านให้ลึกอีก: ผลโหวตประธานสภา ไม่เพียงกำหนดโฉมหน้านายกฯ แต่สะท้อนเสถียรภาพใหม่รัฐบาลสีน้ำเงิน

18.03.2026
  • LOADING...
โหวตประธานสภาและนัยยะต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

ในสายตาของประชาชนส่วนมากอาจมองว่าบทบาทของ ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’ นั้น ไม่โดดเด่นเท่า ‘นายกรัฐมนตรี’

 

แต่แท้จริงแล้วตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ใช่เก้าอี้ธรรมดาในสายตาของบรรดานักการเมือง หากแต่เป็น ‘กระดุมเม็ดแรก’ ที่ต้องกลัดให้ถูกต้อง เพื่อปูทางไปสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีตามที่คาดหมาย

 

หลังการโหวตเลือกประธานสภาฯ คนใหม่เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เรามองเห็นอะไรบ้าง

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา, ศวิตา พูลเสถียร

 

แกะรอยผลโหวตประธานสภาฯ แต่ละฝ่ายมีเสียงเท่าไรกันแน่

 

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ ผ่านไปอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อเสียงข้างมาก 289 เสียงในสภาฯ ส่ง โสภณ ซารัมย์ สส. บุรีรัมย์ 7 สมัย พรรคภูมิใจไทย คนสนิท เนวิน ชิดชอบ คว้าเก้าอี้ประธานสภาฯ มาได้ ขณะที่คู่แข่งจากพรรคประชาชนอย่าง พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนโหวต 123 เสียง

 

ตัวเลขแพ้ชนะที่ห่างกัน 166 เสียง อาจไม่น่าสนใจเท่ากับจำนวนโหวต ‘งดออกเสียง’ 80 เสียง และ ‘บัตรเสีย’ อีก 5 ใบ ในกระบวนการโหวตที่ใช้วิธีเขียนตัวเลขลงบนบัตรว่าจะเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใด

 

คำนวณอย่างคร่าวๆ ในตัวเลขงดออกเสียง 80 เสียงนั้น ย่อมประกอบไปด้วย 2 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ประกาศจุดยืนว่าจะงดออกเสียงตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาฯ จะเริ่ม ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ที่มี สส. 21 เสียง ตามด้วยพรรคกล้าธรรมที่มี สส. 58 เสียง รวมกันเป็น 79 เสียง

 

ส่วนอีก 1 เสียงที่เพิ่มมา คาดว่าเป็นของ นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี ที่ประกาศตัวเป็น ‘ฝ่ายค้านผู้รักชาติ’ หลังไม่ได้ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย เขาได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า “ผม ‘งดออกเสียง’ ครับ”

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สำหรับการเสนอชื่อพริษฐ์ชิงตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น เป็นมติของพรรคประชาชนที่ไม่ได้ทำข้อตกลงเป็นมติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ดังนั้น เดิมที่เคยมีการรวมเสียงพรรคฝ่ายค้าน (พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล) ว่ามีทั้งหมด 209 เสียง

 

แม้จะตัดเสียงทั้งหมดของพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 เสียงจากพรรคไทยภักดีไปแล้ว เสียงของฝ่ายค้านที่ควรจะเทมายังพริษฐ์ คือ 128 เสียง

 

128 เสียงที่ว่า เกิดจาก สส. พรรคประชาชน 120 คน บวกกับ 6 คน จากพรรคไทรวมพลัง และอย่างละ 1 เสียง จากพรรครวมไทยสร้างชาติกับพรรคเสรีรวมไทย รวมแล้วคือหายไป ‘5 เสียง’ จากทั้งหมด 209 เสียง

 

เอกภาพฝ่ายค้านไม่มีจริง ลงคะแนนลับเปิดช่อง ‘งูเห่า’ หนุนฝ่ายค้าน?

 

เมื่อวิเคราะห์ ‘บัตรเสีย’ ทั้ง 5 ใบ เพิ่มเติม จากการตรวจสอบการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ในช่วงนับคะแนนจะพบว่า เหตุผลที่คณะกรรมการตรวจนับคะแนนจำนวน 6 คน ซึ่งคัดเลือกมาจากกลุ่ม สส. ต่างพรรคกัน ลงความเห็นว่าเป็นบัตรเสีย มีดังนี้:

 

  • 2 ใบ เขียนว่า ‘งดออกเสียง’ แต่เขียนด้านหลังบัตร แทนที่จะเขียนในช่องทำเครื่องหมาย (แปลว่าคะแนน ‘งดออกเสียง’ จริงๆ คือ 82 เสียง)
  • 1 ใบ เขียนหมายเลข 2 (เลือกพริษฐ์) แต่เขียนผิดด้านเช่นกัน (แปลว่าคะแนนของพริษฐ์จริงๆ คือ 124 เสียง)
  • 1 ใบ ตัวเลขที่เขียนมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นเลข 1 หรือ 2 กรรมการตรวจนับคะแนนลงความเห็นร่วมกันว่าเป็นบัตรเสีย
  • และอีก 1 ใบ เป็นบัตรเปล่าที่ไม่มีการเขียนตัวเลขใดๆ

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ทำให้หลังผลนับคะแนนเสร็จสิ้น มี สส. จากพรรคประชาชน เช่น ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ลุกขึ้นทักท้วงการตีความของคณะกรรมการฯ ที่ตีความเป็นบัตรเสียทั้ง 5 ใบ ว่าควรเคารพเจตจำนงในบัตร 3 ใบ ซึ่งแม้จะเขียนไว้ด้านหลังบัตรแทนที่จะเป็นในช่องลงคะแนน ควรนับเป็นการลงคะแนนหรือไม่

 

“ท่านผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ผมคิดว่าการแสดงเจตจำนงผิดหน้ากระดาษ พวกผมตีความว่าเป็นบัตรเสีย” วรวงศ์ วรปัญญา สส. ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมในตอนหนึ่ง

 

ข้อมูลของบัตรเสียทั้ง 5 ใบ สอดคล้องกับความเห็นของแหล่งข่าวจากพรรคประชาชน ที่ร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนในวันที่ 15 มีนาคม ที่ระบุว่า พรรคประชาชนไม่ได้หารือกับพรรคในขั้วฝ่ายค้านอื่นๆ ว่ามีมติจะโหวตอย่างไร เนื่องจากให้เกียรติแต่ละพรรค (ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทยภักดี ที่ประกาศจุดยืนมาก่อนแล้ว)

 

ทำให้ตั้งข้อสังเกตต่อไปได้ว่า 5 เสียงที่หายไปจากขั้วฝ่ายค้าน อาจกระจายออกเป็น ‘งดออกเสียง’ 2 ใบ, เลือกพริษฐ์ 1 ใบ, เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 1 ใบ และอีกใบที่ไม่ลงคะแนน (ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือผิดพลาด)

 

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวคนเดิมประเมินว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านขนาดเล็กที่เหลืออีก 8 เสียงนั้น อาจพร้อมใจกันงดออกเสียงทั้งหมด

 

และมองว่า 3-4 เสียง ที่โหวตให้พริษฐ์นั้น เป็นเสียงที่ ‘เพิ่มมา’ และไม่แน่ว่าอาจมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเองหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะต้องเรียกว่า ‘งูเห่า’ มุมกลับ ที่หันมาหนุนฝ่ายค้านหรือไม่

 

ควรคำนึงด้วยว่า พรรคประชาชนที่เป็นแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านอันดับ 1 เคยแสดงออกในหลายวาระว่า ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องมีเอกภาพเป็นปึกแผ่น สังคมอาจจดจำภาพฝ่ายค้านเมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ที่มักจะมีมติไปในทางเดียวกัน แต่ปัจจุบันบริบททางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ความจำเป็นที่ฝ่ายค้านต้องรวมเสียงกันอาจมีเพียงโอกาสสำคัญอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการลงมติร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เท่านั้น

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สส. ในห้องประชุมยังยืนยันว่า สส. ฝ่ายรัฐบาลยังมีเสียงที่ ‘แฝง’ อยู่อีกอย่างน้อย 2-3 เสียง ทำให้จำนวนแท้จริงต้องบวกเพิ่มจาก 289 เสียง ที่โสภณได้ เป็นอย่างน้อย 291 เสียง ที่ต้องจับตาในวันโหวตเลือกนายกฯ

 

จึงสามารถอนุมานเสียงโหวตเห็นชอบให้กับ อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย อยู่ที่ประมาณ 289-291 เสียงเป็นขั้นต่ำ

 

ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคประชาชน คาดว่าจะได้รับ 123-125 เสียง เพราะมีกระแสข่าวว่า พรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์จะงดออกเสียงดังเดิม

 

หมดยุคดีล ‘คนกลาง’ ถึงเวลาประมุข 2 ฝ่าย ค่าย ‘น้ำเงิน’ เดียวกัน

 

มองไปให้ไกลกว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งว่ากันอย่างหาความก็เป็นเพียงการออก ‘ใบเสร็จ’ ให้นายกรัฐมนตรีที่การันตีชัยชนะอยู่แล้ว ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมายเท่านั้น คำถามที่ควรถามต่อไปคือ รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้จะมีเสถียรภาพเพียงใด

 

เฉพาะผลการเลือกประธานสภาฯ ซึ่งคาดเดาได้ยากกว่าผลโหวตนายกรัฐมนตรีเล็กน้อย จึงไม่แปลกที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องเสนอชื่อแข่ง แม้จะรู้ว่าแพ้ แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นเสียงในสภาฯ ที่มีอยู่จริงว่าเป็นตัวเลขประมาณใด ก่อนที่ตัวเลขเหล่านั้นจะ ‘เปิดหน้า’ ในวันโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นการนับคะแนนแบบขานชื่อโดยเปิดเผย

 

ถึงอย่างนั้นเอง เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยน ผลการโหวตนายกรัฐมนตรีจึงไม่อาจบอกได้ทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา แต่อย่างน้อย โฉมหน้าประธานสภาฯ คนใหม่ ก็บอกเราได้ว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 15 ปี ที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเดียวกับประธานสภาฯ

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ที่ผ่านมา การวางตัวบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ล้วนต้องอาศัยการทำดีล ‘คนกลาง’ มารับตำแหน่งนี้ เนื่องจากความขัดแย้งกันเองระหว่างพรรคการเมืองจนไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้

 

ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ หลังการรัฐประหารปี 2557 และ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ยึดอำนาจในฐานะหัวหน้า คสช. ลงสนามเลือกตั้งเพื่อชิงเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 2 แกนนำขั้วรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐในขณะนั้นมีเสียงปริ่มน้ำสูสีกับฝ่ายค้านอย่างมาก ทำให้ต้องเสนอชื่อ ชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกฝ่ายให้การยอมรับมาเป็นประธานสภาฯ

 

อีกครั้งคือการเลือกตั้งในปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 แต่ไม่สามารถหาจุดลงตัวกับพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ได้ว่าตำแหน่งประธานสภาฯ ควรเป็นของพรรคใด สุดท้ายจึงมีการเสนอชื่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ เป็นคนกลางรับตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อยุติ

 

มาถึงปัจจุบันที่ทั้งประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน ย่อมสะท้อนถึงการยอมรับในเสียงข้างมากโดยดุษฎี นำมาสู่การยึดกุมเก้าอี้ 2 ผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ ปราศจากการต่อรองหรือหาคนกลางใดๆ กล่าวคือพรรคการเมืองเดียวกัน จะกำกับดูแลทั้งด้านการเสนอกฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ และคุมวาระต่างๆ ในสภาฯ พร้อมกับมีอำนาจสั่งการผ่านกระทรวงต่างๆ ไปด้วย

 

ยังไม่นับรวมตำแหน่งประธานวุฒิสภาที่ถูกเพ่งเล็งมาตลอดว่า อาจมีความโยงใยสายสัมพันธ์ถึงกัน แม้ล่าสุดอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีความเห็นให้ตีตกข้อกล่าวหาดังกล่าวไปแล้วก็ตาม

 

โจทย์ที่เหลืออยู่ต่อไปของพรรคภูมิใจไทยซึ่งกุมเสียงข้างมากนั้น จะสามารถนำพาประเทศไทยผ่านห้วงวิกฤตอันท้าทายนี้ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาล้วนสอนเราว่า จำนวนเสียงที่มีในครอบครอง ไม่ได้การันตีเสถียรภาพทางการเมืองที่ครอบคลุม

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising