×

จาก ‘ลดราคามาม่า’ ถึง ‘เร่งพลังงานนิวเคลียร์’ เจาะกลยุทธ์รับมือ Energy Shock ฉบับเกาหลีใต้

25.03.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงกลยุทธ์เกาหลีใต้รับมือวิกฤต Energy Shock โดยมีรูปมาม่าและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประกอบ

นับตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ตรงกันว่า เกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศเอเชียที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) มากที่สุด ทั้งจากภาวะขาดดุลพลังงาน โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้า และข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

 

 
 

เมื่อเทียบกับสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก จีนยังมีทรัพยากรพลังงานภายในประเทศที่เตรียมพร้อมมาตลอด ขณะที่ญี่ปุ่นได้กระจายแหล่งพลังงานและมีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่า ทว่าเกาหลีใต้กลับมีพื้นที่ในการปรับตัวจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ

 

“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่คือการใช้เงินอย่างรวดเร็วและตรงจุด” คือคำกล่าวของ อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่สะท้อนแนวทางรับมือวิกฤตครั้งสำคัญ ทั้งการเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับการควบคุมค่าครองชีพไม่ให้กระทบต่อประชาชน

 

เกาหลีใต้รับมือปัญหาครั้งนี้อย่างไร และรัฐบาลมีทางเลือกมากแค่ไหน? THE STANDARD เปิดโมเดลฝ่าวิกฤตพลังงานโลก 2026 ของมหาอำนาจเทคโนโลยีแห่งเอเชียตะวันออก

 
 

เกาหลีใต้พึ่งพาทรัพยากรจากช่องแคบฮอร์มุซมากแค่ไหน?

 

ในบรรดากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรพลังงานเป็นทุนเดิม ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 84% ของการใช้ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ น้ำมันและก๊าซส่วนสำคัญนำเข้าจากตะวันออกกลาง และส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

จากข้อมูลขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA), Reuters และ The Diplomat ระบุว่า เกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยสรุปได้เป็นตัวเลขดังต่อไปนี้

 

  • เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 60–70% จากตะวันออกกลาง โดยมีซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรักเป็นคู่ค้าหลัก ขณะที่ยังนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ผ่านช่องแคบปานามาและคาซัคสถาน

 

  • เกาหลีใต้นำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ 20% จากตะวันออกกลาง แต่พึ่งพาการนำเข้าจากออสเตรเลียและสหรัฐฯ เป็นหลักเพื่อกระจายความเสี่ยง

 

  • เกาหลีใต้พึ่งพาแนฟทาจากตะวันออกกลาง 60% เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต และซาอุดีอาระเบีย นับเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของโลก เพราะใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์

 

  • นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพึ่งพาก๊าซฮีเลียมประมาณ 64.7% จากกาตาร์ ซึ่งต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นจุดเปราะบางสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ เพราะไม่มีทรัพยากรใดทดแทนได้ โดยปัจจุบัน มีข้อมูลยืนยันว่า Samsung และ SK Hynix บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่มีก๊าซฮีเลียมสำรองใช้ได้ 1-2 เดือนเท่านั้น

 

ขณะที่ Carnegie Endowment for International Peace ยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีใต้จะเสียเปรียบจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุด เพราะสภาวะ ‘เกาะทางพลังงาน’ (Energy Island) กล่าวคือ เกาหลีใต้มีภูมิประเทศแบบเกาะ (และติดกับเกาหลีเหนือ) จึงไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อก๊าซเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนกลุ่มประเทศภาคพื้นทวีป เช่น ยุโรป หากวิกฤตขาดแคลนพลังงานฉุกเฉินขึ้นมา

 

Carnegie Endowment for International Peace ยังชี้ว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีความอ่อนแอกว่าเห็นได้ชัด เพราะหลังเผชิญวิกฤตพลังงานทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นก็เร่งกระจายสร้างแหล่งพลังงานสำรอง เช่น พลังงานนิวเคลียร์และคลังสำรองน้ำมัน

 

ขณะที่ ดีปาลี ภารกวา (Deepali Bhargava) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ ING ประเมินว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศขาดดุลด้านพลังงานในเอเชีย เพราะเน้นการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่มีข้อจำกัดในการใช้พลังงานทดแทน โดยถือว่า อยู่ในกลุ่มประเทศที่จะเผชิญแรงกดดันสูงร่วมกับไทยและฟิลิปปินส์จากวิกฤตน้ำมัน

 
 

ส่องมาตรการเกาหลีใต้รับมือวิกฤต Energy Shock รัฐบาลทำอย่างไร

 

1. ประกาศแคมเปญ ‘สปิริตเพื่อชาติ’ ขอประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน

 

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ขอร้องให้ประชาชนร่วมมือในมาตรการประหยัดพลังงานระดับชาติ 12 ข้อ โดยในภาคประชาชนทั่วไป ขอให้ลดเวลาอาบน้ำ ปั่นจักรยานแทนการขับรถ งดชาร์จมือถือและรถ EV ตอนกลางคืน รวมถึงใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่นเฉพาะวันหยุด

 

ขณะที่ในภาคธุรกิจ รัฐขอความร่วมมือให้บริษัทปิดไฟช่วงพักเที่ยง รณรงค์ให้พนักงานใช้บันไดแทนลิฟต์ และขอให้บริษัทที่ใช้น้ำมันมากที่สุด 50 อันดับแรกลดการใช้พลังงาน ส่วนมาตรการภาครัฐที่มีการบังคับใช้ คือ รถยนต์ของหน่วยงานรัฐต้องหยุดวิ่ง 1 วันต่อสัปดาห์ โดยสลับตามเลขทะเบียน และอาจยกระดับเป็นมาตรการบังคับใช้กับรถเอกชน หากวิกฤตรุนแรงขึ้น

 

อีแจมยองระบุว่า แคมเปญดังกล่าวต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน โดยอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เช่น ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปลายทศวรรษ 1990 ที่ประชาชนร่วมบริจาคทองคำเพื่อช่วยประเทศ และช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัด

 

“เราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างยิ่ง เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ หากเราร่วมมือกัน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุ

 

2. กลยุทธ์ปรับแผนสำรองรับมือวิกฤตพลังงาน: เร่งใช้ ‘พลังงานนิวเคลียร์’ และกลับมาใช้ ‘พลังงานถ่านหิน’

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้มุ่งเน้นลงทุนกับพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ ขณะที่ลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ชั่วคราว ปรากฏว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้ทางการต้องเปลี่ยนแผนการเฉพาะหน้าเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอีแจมยองสั่งเร่งซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่งจาก 10 แห่ง (จากทั้งหมด 16 แห่ง) ที่กำลังปิดอยู่ให้กลับมาเดินเครื่องก่อนกำหนด ซึ่งคาดว่า ภายในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ถือเป็นมาตรการสร้างความเชื่อใจต่อประชาชนว่า เกาหลีใต้จะมีไฟฟ้าเพียงพอ

 

นอกจากนี้ The Korea Times ยังรายงานว่า เกาหลีใต้กำลังหันไปลงทุนพลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางทรัพยากร ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่งอกเงยจากวิกฤตในตะวันออกกลางปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน ทางการยังเปิดเผยว่า จะผ่อนคลายข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหินและขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว โดยอาจพิจารณายืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 แห่งจากเดิมที่มีกำหนดปิดภายในปีนี้

 

เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า การปรับโครงสร้างพลังงานจะทำให้เกาหลีใต้ประหยัดการใช้ก๊าซธรรมชาติได้สูงสุด 1.4 หมื่นตันจาก 6.9 หมื่นตัน หรือลดลง 20% ต่อวัน

 

3. มาตรการ ‘รัฐอุ้มประชาชน’ : คุมราคาน้ำมัน-แจกคูปองเงินสด-ปรับลดราคาสินค้า

 

ตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางปะทุในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อรับมือกับปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตพลังงาน ได้แก่

 

  • ประกาศคุมราคาน้ำมันครั้งแรกในรอบ 30 ปี เช่น เบนซิน ดีเซล และน้ำมันก๊าด โดยรัฐบาลระบุว่า จะเร่งหาทางกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

 

  • เตรียมอัดฉีดงบประมาณพิเศษประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) เพื่อเยียวยาผลกระทบจากค่าเงินวอนอ่อนตัวและราคาน้ำมันแพง

 

  • แจกคูปองเงินสดให้ทุกครัวเรือนและขยายงบสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศและลดภาระค่าครองชีพ ถือเป็นโมเดลจากยุโรปในการรับมือกับวิกฤตช่วงแรกของสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022

 

  • ทั้งนี้ อีแจมยองระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่คือการใช้เงินอย่างรวดเร็วและตรงจุด

 

  • รัฐสั่งปรับลดราคาสินค้าที่จำเป็นอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้บะหมี่กึ่งสำเร็จบางยี่ห้อจะลดราคา 40-100 วอน (ประมาณ 1-3 บาท) ขณะที่น้ำมันปรุงอาหารจะลดราคาถึง 300-1,250 วอน (ประมาณ 8-35 บาท) โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นไป

 

  • นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ และกรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดำเนินมาตรการต่อพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การฮั้วราคาและการใช้อำนาจผูกขาดสินค้า

 
 

เกาหลีใต้จะรับมือวิกฤตนี้ได้ดีแค่ไหน?

 

คีธ ลี ศาสตราจารย์ด้านการเงินและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Gordon School of Business แห่ง Swiss Institute of Artificial Intelligence ระบุในบทความว่า เกาหลีใต้สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ เพราะระบบยืดหยุ่น เนื่องจากรัฐปรับตัวได้ดี เช่น การหันไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ การเพิ่มถ่านหิน การใช้น้ำมันสำรอง ไปจนถึงการหาก๊าซธรรมชาติจากหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลียหรือสหรัฐฯ

 

ขณะที่ คิมฮีจิบ CEO ของ Eneridea บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์พลังงานชั้นนำของเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีใต้ยังพอจะยื้อสถานการณ์ไหว เพราะมีคลังน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 221 วัน หรือประมาณ 7 เดือน แต่หมายเหตุไว้ว่า ต้องใช้อย่างประหยัดและลดกำลังผลิตปิโตรเคมีลง

 

นอกจากนี้ คิมฮีจิบยังเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มวางแผนกลยุทธ์ 5 ข้อ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน เช่น กระจายแหล่งอุปทาน, ปฏิรูปกฎหมายความมั่นคงทรัพยากร, แก้จุดอ่อนปมก๊าซธรรมชาติ, ยกระดับพลังงาน และเร่งสร้างพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

 

อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ก็ยังถือความเสี่ยงส่วนสำคัญ โดย Fitch ระบุว่า เกาหลีใต้มีความเปราะบางสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพราะนำเข้าก๊าซฮีเลียมจากกาตาร์เหมือนไต้หวัน สะท้อนจากแรงกดดันต่อตลาดหุ้น KOSPI ที่ปรับตัวลดลงราว 5% ในช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ คิมยองแบ สส.จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลีใต้ (Democratic Party of Korea: DPK) ระบุหลังการหารือกับ Samsung Electronics และ SK Hynix ว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลว่า ปัญหาการขาดแคลนก๊าซฮีเลียมและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อาจดันค่าไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของชิปในตลาดโลกโดยตรง

 

ภาพ: Kim Hong-Ji / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising