Tamron ผู้ผลิตเลนส์กล้องสัญชาติญี่ปุ่น กำลังพิจารณาข้อเสนอเข้าซื้อกิจการจาก Sony ท่ามกลางศักยภาพการเติบโตที่ถูกคุกคามจากการแข่งขันอันดุเดือดในจีน แม้บริษัทจะมีประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่สูงเมื่อเทียบกับผู้ผลิตขนาดกลางด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
Tamron ประกาศเรื่องข้อเสนอดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม โดย Sony Group ถือหุ้นใน Tamron อยู่แล้ว 15.35% ณ เดือนมิถุนายน ซึ่งข้อเสนอนี้ดูจะมีเป้าหมายเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัท ด้วยการเข้าซื้อธุรกิจเลนส์เปลี่ยนได้ของ Tamron
ครองแชมป์ในญี่ปุ่นด้วยราคาที่ถูกกว่าครึ่ง
จุดแข็งของ Tamron คือการขายเลนส์แบรนด์ตัวเองที่ใช้ได้กับกล้องหลายค่าย ทั้ง Sony, Canon และ Nikon ผ่านร้านค้าปลีก ควบคู่กับการรับจ้างผลิตเลนส์ให้ผู้ผลิตกล้องรายอื่นด้วย
กลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทขยายส่วนแบ่งตลาดได้คือการตั้งราคาเลนส์แบรนด์ตัวเองให้ถูกกว่าเลนส์ของผู้ผลิตกล้องมาก ซึ่งบางรุ่นถูกกว่าถึง 50%
กลยุทธ์นี้ทำให้ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Tamron ครองส่วนแบ่งตลาดเลนส์เปลี่ยนได้อันดับ 1 ในญี่ปุ่นเมื่อวัดจากปริมาณ ด้วยสัดส่วน 22.6% ตามข้อมูลของ BCN บริษัทวิจัยตลาด
ด้านการออกสินค้าใหม่ บริษัทตั้งเป้าเปิดตัวอย่างน้อย 10 รุ่นในปีนี้ เพิ่มจาก 6 รุ่นในปี 2025 ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนาสินค้า
สำหรับผลประกอบการนั้น Tamron คาดว่ายอดขายรวมในปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 93,000 ล้านเยน (ประมาณ 2.05 หมื่นล้านบาท) ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% เป็น 13,600 ล้านเยน (ประมาณ 2.99 พันล้านบาท)
ตั้งเป้าดันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นแตะ 20%
อีกด้านที่ทำให้ Tamron น่าสนใจคืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งคาดว่าจะสูงกว่า 15% ในปีนี้
หากเทียบกับบริษัทในกลุ่มเดียวกัน จะเห็นว่าในบรรดาผู้ผลิตญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 188 แห่งซึ่งมียอดขายระหว่าง 50,000-100,000 ล้านเยน มีเพียง 19 แห่งรวมถึง Tamron ที่ทำ ROE ได้เกิน 10% ติดต่อกัน 5 ปีบัญชีล่าสุด
ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นหลังตลาดหลักทรัพย์โตเกียวขอให้บริษัทปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนเมื่อปี 2023 ซึ่งนับจากนั้นราคาหุ้นของ Tamron ก็เพิ่มขึ้นราว 4 เท่า จากทั้งความสามารถในการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้นซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี
ทว่าบริษัทมองว่ายังมีช่องให้ ROE โตได้อีก โดยตั้งเป้าดันตัวเลขนี้ขึ้นไปอย่างน้อย 20% ภายในปี 2029 ผ่านการจ่ายปันผลควบคู่กับการซื้อหุ้นคืน
ฐานะการเงินที่รองรับแผนดังกล่าวคือเงินสดสุทธิ 33,400 ล้านเยน (ประมาณ 7.35 พันล้านบาท) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของสินทรัพย์รวม
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น บริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานให้ได้อย่างน้อย 25,000 ล้านเยน (ประมาณ 5.50 พันล้านบาท)
ทาคาชิ ชิมาโมโตะ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Okasan Securities มองว่าเป้าหมายนี้ดูสูงกว่าแผนระยะกลางฉบับก่อนๆ ของบริษัท
ขณะที่ Tamron คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดอิสระรวม 39,000 ล้านเยน (ประมาณ 8.58 พันล้านบาท) ตลอด 3 ปีจนถึงปี 2029
เมื่อนำแผนระยะกลางดังกล่าวมาประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด ภายใต้สมมติฐานต้นทุนเงินทุน 7% และการเติบโตถาวร 1% จะได้มูลค่าที่หุ้นควรจะอยู่หากบริษัททำได้ตามแผน ซึ่งอยู่ที่ราว 1,500 เยน (ประมาณ 330 บาท) หรือสูงกว่าราคาหุ้นจริงที่ 1,395 เยน (ประมาณ 307 บาท) เมื่อวันจันทร์ (7 ก.ย.) อยู่เกือบ 10%
ที่น่าสนใจคือนักลงทุนดูจะให้ส่วนเพิ่มกับหุ้น Tamron หลังข้อเสนอของ Sony ปรากฏออกมา โดยคาดหวังว่าดีลจะเกิดขึ้นจริง เพราะก่อนหน้าที่ข่าวข้อเสนอจะออกมา ราคาหุ้นอยู่ที่ 1,100 เยน (ประมาณ 242 บาท) ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นตามแผนอยู่ราว 30%
ช่องว่างดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดน่าจะยังไม่ได้สะท้อนภาพการเติบโตตามแผนระยะกลางของบริษัทเข้าไปในราคาหุ้นอย่างเต็มที่
ยอดขายในจีนดิ่ง 43% จากคู่แข่งท้องถิ่น
เหตุผลส่วนหนึ่งที่ตลาดยังไม่เชื่อภาพการเติบโตมาจากความกังวลเรื่องตลาดจีน
โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขายเลนส์แบรนด์ Tamron ในจีนลดลง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการที่สินค้าราคาถูกกว่าจากผู้ผลิตจีนทยอยเข้าสู่ตลาด เช่น แบรนด์ Viltrox ของบริษัท Shenzhen Jueying Technology
อากิระ โอกาเบะ กรรมการของ Tamron ระบุระหว่างการแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนสิงหาคมว่าผู้ผลิตจีนกำลังชิงส่วนแบ่งในตลาดบ้านตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาไม่ได้จบแค่ตลาดเลนส์กล้อง เพราะบริษัทจีนอย่าง Sunny Optical Technology และรายอื่นยังเป็นกำแพงขวางการเติบโตในพื้นที่ใหม่ที่ Tamron หวังไว้ อย่างเลนส์สำหรับยานยนต์ด้วย
เรียวสุเกะ คัตสึระ จาก SMBC Nikko Securities มองว่าในจีนนั้น โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาการทำกำไรคืนจากเลนส์กล้องเปลี่ยนได้เป็นเรื่องยาก ไม่เพียงเพราะความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีของบริษัทจีนเท่านั้น แต่ยังมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นด้วย
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.22 บาท ณ วันที่ 11 กันยายน 2569
ภาพ : Nara_money / Shutterstock
อ้างอิง:

