วันนี้ (18 มีนาคม) ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ราคาแผงโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15% ภายในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตรีรัตน์ ระบุว่า ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกแผงโซลาร์รายใหญ่ของโลก เตรียมปรับเพิ่มภาษีส่งออกอีก 9% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าแผงโซลาร์ปรับตัวสูงขึ้นทันที
นอกจากนี้ ตลอดช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นต้นมา ราคาแผงโซลาร์ได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นแล้วในอัตรา 5-10% ต่อเดือน เนื่องจากผู้ผลิตเผชิญภาวะขาดทุน ขณะที่ราคาทองแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสายไฟก็ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนระบบโดยรวม
ตรีรัตน์มองว่า ปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่ราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะน้ำมัน มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนพลังงานในภาพรวมมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในด้านนโยบาย เขาเสนอว่าภาครัฐควรเร่งสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น เช่น การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์ และการผลักดันระบบ Net Metering เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบในราคาที่เหมาะสม
ปัจจุบัน อัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชนอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนซื้อจากระบบ ส่งผลให้แรงจูงใจในการลงทุนลดลง
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงการชะลอหรือยกเลิกโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้ประเทศพลาดโอกาสในการตรึงต้นทุนพลังงานในระยะยาว และยังคงต้องพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติที่มีความผันผวนสูง
ตรีรัตน์ระบุว่า หากไม่มีการปรับนโยบายอย่างเหมาะสม ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเลือกใช้ไฟฟ้าจากระบบปกติหรือหันไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์
ทั้งนี้ เขาแสดงความหวังว่าผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานในปัจจุบันจะนำบทเรียนที่ผ่านมาไปปรับใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว


